NVIDIA และ AMD ยอมจ่าย “ค่าผ่านทาง” 15% ให้รัฐบาลสหรัฐฯ แลกกับการส่งออกชิป AI ไปยังประเทศจีน
เผยรายงานล่าสุดจาก Reuters ระบุว่า ทั้ง NVIDIA และ AMD สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะยอมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ถึง 15% จากยอดขายชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งหมดที่ส่งออกไปยังประเทศจีน ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีที่กำลังคุกรุ่น
ข้อตกลงใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลของทรัมป์ได้สั่งระงับการขายชิป H20 ของ NVIDIA ไปยังประเทศจีนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีการประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าการขายจะกลับมาดำเนินต่อได้ภายใต้ข้อตกลงใหม่ และจะเริ่มดำเนินการจัดส่งได้ในเร็ว ๆ นี้
ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้เริ่มออกใบอนุญาต (Export License) สำหรับการขายชิป H20 ให้กับจีนอย่างเป็นทางการแล้ว โดยโฆษกของ NVIDIA ได้ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ถึงการกลับสู่ตลาดจีนว่า “แม้ว่าเราจะไม่ได้จัดส่ง H20 ไปยังประเทศจีนมานานหลายเดือนแล้ว เราก็หวังว่ากฎระเบียบการควบคุมการส่งออกจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถแข่งขันในประเทศจีนและทั่วโลกได้” และยังเสริมอีกว่า “เราปฏิบัติตามกฎที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดสำหรับการมีส่วนร่วมของเราในตลาดทั่วโลก”
สำหรับ NVIDIA ตลาดจีนไม่ใช่ตลาดเล็ก ๆ เลย โดยบริษัทสร้างรายได้ในจีนประมาณ $17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 13% ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่ AMD นั้น รายงานทางการเงินระบุว่าบริษัทมีรายได้ในจีนสูงถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 24% ของรายได้รวมทั้งหมด
Financial Times รายงานว่า ทั้ง AMD และ NVIDIA ยอมรับเงื่อนไขการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 15% นี้ เพื่อแลกกับการได้รับใบอนุญาตส่งออกผลิตภัณฑ์ของตนกลับเข้าไปในตลาดจีนอีกครั้ง หลังจากที่เคยถูกแบนไปก่อนหน้านี้ภายใต้เหตุผลด้าน “ความมั่นคงของชาติ” (National Security Risk) ของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อชิป H20 ในปัจจุบันดูเหมือนจะเปลี่ยนไป โดยเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่รู้สึกว่าการขายชิป H20 หรือฮาร์ดแวร์ที่มีความสามารถเทียบเท่า จะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติอีกต่อไป
บทวิเคราะห์
การตัดสินใจของ NVIDIA และ AMD ในครั้งนี้คือภาพความเป็นจริงทางธุรกิจที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเรื่องความมั่นคงของชาติเพียงอย่างเดียว และสามารถวิเคราะห์ได้ในหลายมิติ:
- จาก “การแบน” สู่ “การเก็บภาษี”: ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจากการ “แบนเด็ดขาด” มาเป็นการ “อนุญาตแบบมีเงื่อนไข” (จ่าย `15%) อาจตีความได้ว่า สหรัฐฯ ตระหนักดีว่าการตัดขาดตลาดจีนออกจากสมการโดยสิ้นเชิงนั้นส่งผลเสียต่อบริษัทอเมริกันเองอย่างมหาศาล การเก็บส่วนแบ่งรายได้จึงเปรียบเสมือนการสร้าง “ภาษีสงครามเทคโนโลยี” ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์โดยตรง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมเทคโนโลยีที่ส่งออกได้ในระดับหนึ่ง และช่วยแก้ปัญหาทางด้านการคลังของรัฐบาลสหรัฐเองได้อีกทางหนึ่ง
- ความจำเป็นทางธุรกิจที่ไม่อาจปฏิเสธ: ตัวเลขรายได้จากตลาดจีนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับ AMD ที่มีสัดส่วนรายได้จากจีนสูงถึงเกือบ 25% ของทั้งหมด การสูญเสียตลาดนี้ไปย่อมส่งผลกระทบต่อผลประกอบการและราคาหุ้นอย่างรุนแรง การยอมจ่ายภาษีเพิ่ม 15% จึงเป็นต้นทุนที่ “คุ้มค่า” กว่าการสูญเสียรายได้ทั้งหมด 100% ไป การตัดสินใจนี้จึงเป็นไปตามหลักการทางธุรกิจที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนและผลประโยชน์
- ผลกระทบต่อสมรภูมิ AI ในจีน: การที่บริษัทจีนต้องซื้อชิป AI ในราคาที่สูงขึ้น (เพราะผู้ผลิตต้องบวกต้นทุนอีก 15% เข้าไป) อาจทำให้ต้นทุนการพัฒนา AI ของจีนสูงขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว นี่อาจเป็นแรงผลักดันมหาศาลให้รัฐบาลและบริษัทเทคโนโลยีของจีนเร่งพัฒนาและผลิตชิป AI ของตนเองให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกร้อนระอุยิ่งขึ้นไปอีก
- H20: ชิปที่ถูกลดทอนประสิทธิภาพเพื่อการส่งออก: สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือชิป H20 นั้นเป็นรุ่นที่ NVIDIA ออกแบบมาโดยลดทอนประสิทธิภาพลงจากรุ่นเรือธงอย่าง H100 หรือ B200 เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการส่งออกของสหรัฐฯ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าชิปรุ่นนี้ไม่เป็นภัยคุกคาม ก็เพราะประสิทธิภาพของมันถูกจำกัดไว้แล้วนั่นเอง
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์นี้คือการประนีประนอมครั้งใหญ่ที่ทุกฝ่ายต่างต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทั้งรายได้และยังคงควบคุมเทคโนโลยีได้ ขณะที่บริษัทเทคฯ ก็สามารถรักษาตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไว้ได้ ส่วนประเทศจีน แม้จะต้องจ่ายแพงขึ้น แต่ก็ยังคงเข้าถึงเทคโนโลยี AI ที่สำคัญได้ต่อไป คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสมดุลที่เปราะบางนี้จะดำเนินต่อไปในทิศทางใดในอนาคต
ข้อมูล: รอยเตอร์