คู่มือ CPU-Z ฉบับสมมูรณ์ อ่านจบ ยกระดับความเป็นเซียนคอม ได้เลย
| |

คู่มือการใช้ CPU-Z อย่างละเอียดครบถ้วน อ่านจบยกระดับความเป็นเซียนคอมได้เลย

CPU-Z คืออะไร

CPU-Z คือยูทิลิตีที่ใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลของซีพียู โดยในช่วงแรกของการพัฒนาโปรแกรมนี้จะเน้นตรวจสอบเฉพาะข้อมูลของซีพียูเป็นหลักเท่านั้นและมีข้อมูลฮาร์ดแวร์ในส่วนอื่นอีกเล็กน้อย แต่ในช่วงหลังมานี้มีการพัฒนาไปค่อนข้างมากทำให้มีความสามารถตรวจสอบข้อมูลฮาร์ดแวร์ในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างละเอียดมาขึ้นด้วย แต่ความสำคัญก็ยังคงโฟกัสอยู่ที่ซีพียูเป็นหลัก และล่าสุดก็ได้เพิ่มคุณสมบัติการทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูเข้ามาด้วย

ดาวน์โหลดและติดตั้ง CPU-Z

ดาวน์โหลด CPU-Z ได้ที่เว็บไซต์ www.cpuid.com และที่เว็บไซต์แห่งนี้ยังมีโปรแกรมอื่น ๆ ที่น่าใช้อย่างเช่น HWMonitor ที่ใช้สำหรับตรวจสอบอุณหภูมิในส่วนต่าง ๆ จากฮาร์ดแวร์ภายในเครื่องของเรา, โปรแกรม powerMAX (CPU and GPU burn-in test) ที่ใช้สำหรับทดสอบเสถียรภาพของระบบ ซึ่งเราคงจะได้พูดถึงโปรแกรมนี้ในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ

เมื่อติดตั้งและเรียกขึ้นมาใช้งานเราก็จะพบกับหน้าตาที่ดูแล้วก็คล้ายกับ GPU-Z ที่เป็นเพื่อนกันเลย แต่ถ้าจะเจาะรายละเอียดในเชิงลึก CPU-Z มีมากกว่าเยอะเลยครับ เพราะว่าไม่ได้ดูเฉพาะซีพียูอย่างเดียวแต่ยังดูไปถึงเมนบอร์ด หน่วยความจำ และกราฟิกการ์ดอีกด้วย

CPU-Z เวอร์ชัน 1.78.1 (รุ่นล่าสุดในวันที่เขียนบทความ) จะมีแท็บให้เราดูข้อมูลทั้งหมด 8 แท็บด้วยกัน ได้แก่

  1. CPU ใช้ดูข้อมูลทั่วไปของซีพียู
  2. Caches ใช้ดูข้อมูลหน่วยความจำแคขภายในซีพียู
  3. Mainboard รายงานยี่ห้อ รุ่น และชิปเซตของเมนบอร์ดที่ใช้
  4. Memory ใช้รายงานข้อมูลของหน่วยความจำที่ติดตั้งและข้อมูลในขณะกำลังทำงาน
  5. SPD แสดงข้อมูลจำเพาะของหน่วยความจำ
  6. Graphics แสดงข้อมูลของกราฟิกชิปที่ใช้งาน
  7. Bench ทดสอบประสิทธิภาพของซีพียู
  8. About ข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม CPU-Z

หน้าตาทั้ง 8 แท็บก็ตามรูปที่เห็นทางด้านล่างนี้เลยครับ

แท็บทั้งหมดของโปรแกรม CPU-Z
แท็บทั้งหมดของโปรแกรม CPU-Z

สิ่งที่โปรแกรม CPU-Z นำออกมาแสดงให้เราดูนี้จริง ๆ แล้วทางผู้พัฒนาโปรแกรม CPU-Z ไม่ได้เป็นผู้กำหนด แต่ผู้ผลิตซีพียูจะเป็นผู้กำหนดค่าเหล่านี้มาให้อยู่ในตัวของซีพียู เรียกว่าค่า CPUID ซึ่งเปรียบได้กับข้อมูลบัตรประจำตัวของซีพียูแต่ละรุ่นนั่นเองครับ โดยค่า CPUID นี้ก็ไม่ใช่ว่าผู้ผลิตซีพียูแต่ละรายจะกำหนดกันขึ้นมาเองแบบต่างคนต่างทำ แต่ว่าเป็นการกำหนดร่วมกันโดยเฉพาะซีพียูที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 จะมีการตกลงใช้ค่า CPUID หรือจะเรียกว่าแบบฟอร์มการบันทึกข้อมูลของซีพียูร่วมกันซึ่งเมื่อก่อนนั้นมีผู้ผลิตซีพียูตามสถาปัตยกรรม x86 มากมายครับแต่ปัจจุบันเหลือหลัก ๆ เพียงสองรายคือ Intel กับ AMD ส่วนรายอื่นที่ยังพอเห็นอยู่บ้างก็คือ VIA นอกนั้นก็เลิกไปบ้างถูกควบรวมกิจการบ้าง

ส่วนโปรแกรม CPU-Z รวมไปถึงโปรแกรมตรวจสอบฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ก็จะไปอ่านค่า CPUID เหล่านี้ขึ้นมาเพื่อแสดงผลให้เราอ่านในรูปแบบที่ง่ายและสะดวกขึ้น สำหรับในตอนที่ 1 นี้ เราจะมาให้ความสำคัญกับแท็บ CPU กันก่อนนะครับ เฉพาะแท็บนี้ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับซีพียูไปเยอะเลยละครับ

CPU-Z: แท็บ CPU

ในแท็บนี้ก็มีการแบ่งข้อมูลออกเป็นสามกลุ่มให้ดูง่ายขึ้นครับ กลุ่มแรกก็คือ Processor (โปรเซสเซอร์ ซึ่งหมายถึงตัวซีพียูนั่นเอง) กลุ่มที่สอง Clock หรือกลุ่มของสัญญาณนาฬิกาที่ซีพียูใช้ในการทำงาน และกลุ่มที่สามก็คือ Cache หรือหน่วยความจำแคชที่อยู่ภายในตัวซีพียู ตอนนี้เราก็จะมาไล่ดูกันไปทีละส่วนครับ

CPU-Z, CPU Tab
  • Name: ใช้แสดงชื่อของซีพียูกันแบบชัด ๆ ไปเลยว่าเป็นรุ่นอะไร เช่นในตัวอย่างภาพก็คือ Intel Core i7 4960X หรือถ้าเป็นรุ่นอื่นก็เช่น AMD FX-8320E จะมีเพียงบางกรณีเท่านั้นที่อาจจะไม่สามารถระบุข้อมูลที่ถูกต้องได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดมาจากทางผู้ผลิตซีพียูยังไม่เปิดเผยข้อมูลให้ทราบ ยกตัวอย่างชัดเจนสุดก็ตอนนี้เลยครับซีพียู Ryzen ของ AMD แม้จะมีข้อมูลหลุดออกมาและมีภาพจากโปรแกรม CPU-Z แต่ชื่อของซีพียูก็ยังแสดงเป็นรหัสตัวเลขยังไม่แสดงเป็นชื่อของซีพียูที่ใช้ในทางการตลาด
  • Code Name: คือชื่อรหัสของสถาปัตยกรรมซีพียูรุ่นนั้นนำมาใช้งาน ถ้าเป็นซีพียูของ Intel ก็เช่น Skylake, Kaby Lake หรือถ้าเป็นซีพียูของ AMD ก็เช่น Vishara, Summit Ridge เป็นต้น
  • Max TDP: แสดงค่า TDP (Thermal Design Power) สูงสุดของซีพียูมีหน่วยเป็น Watts ค่า TDP ของซีพียูในระดับเดสก์ท้อปรุ่นใหม่ ๆ ทั่วไปก็จะอยู่ที่ประมาณ 65 วัตต์ บ้าง 95 วัตต์ บ้าง หรือถ้าเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงมาก ๆ อย่างในกลุ่ม Core i7 Extreme Edition ก็จะมีค่า TDP สูงถึง 140 วัตต์ ก็มี แต่ตอนนี้ทาง AMD ก็มีซีพียูประสิทธิภาพสูงในระดับเดียวกันออกมาแล้วครับนั่นก็คือ Ryzen 7 แต่มีค่า TDP อยู่ในระดับซีพียูทั่วไปเท่านั้นคือ 65 วัตต์ และ 95 วัตต์ แล้วแต่รุ่น ค่า TDP นี้บางคนเข้าใจว่าเป็นค่าการใช้กำลังไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยเป็นวัตต์เหมือนกัน จึงทำให้เข้าใจผิดว่าซีพียูกินไฟ 65 วัตต์ 95 วัตต์ จริง ๆ แล้ว TDP คือค่าความร้อนที่ซีพียูสามารถสร้างขึ้นมาได้ในระหว่างการทำงานครับ และมีหน่วยเป็นวัตต์ ค่า TDP นี้จะใช้สำหรับการออกแบบชุดระบายความร้อน และเลือกซื้อชุดระบายความร้อนมาใช้งานให้เหมาะสมกับซีพียูครับ เช่นตอนนี้ทีมงานเราใช้ซีพียู Intel Core i7 4960X ที่มีค่า TDP 140 วัตต์ เวลาไปซื้อฮีตซิงค์ก็ต้องดูว่าฮีตซิงค์รุ่นนั้นออกแบบมาให้รองรับความร้อนในระดับ 140 วัตต์ และถ้าเป็นไปได้ก็เลือกใช้ฮีตซิงค์ที่รองรับอุณหภูมิได้สูงกว่า 140 วัตต์ ก็ยิ่งดีครับ ช่วยระบายความร้อนได้เร็ว แต่ก็ต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ประกอบด้วย
  • Packgae: แพ็กเกจ หมายถึงรูปแบบของลักษณะการผลิตซีพียูถ้าเป็นซีพียูสำหรับเครื่องเดสก์ท็อปทั่วไปที่ติดตั้งบนซอกเก็ตชนิดต่าง ๆ ข้อมูลตรงนี้ก็จะแสดงชื่อเรียกของซ็อกเก็ตและชนิดของแพ็กเกจ เช่น Socket 2011LGA ในที่นี้ก็คือซ็อกเก็ตที่มีจำนวนพิน 2011 พิน อยู่ในแพ็กเกจแบบ LGA ย่อมาจากคำว่า Land Grid Array ก็มีหน้าตาเหมือนกับซีพียูของอินเทลในรุ่นปัจจุบันนี้ครับ หรือในกรณีที่เป็นซีพียูสำหรับโน้ตบุ๊กเช่น Intel Core i7 6700HQ ก็จะแสดงข้อมูลในช่องนี้ว่า Socket 1440 FCBGA นี่ก็เป็นแพ็กเกจอีกหนึ่งรูปแบบครับ ย่อมาจากคำเต็ม ๆ ว่า Flip Chip Ball Grid Array และถ้าจะแยกย่อยลงไปอีก Flip Chip ก็เป็นลักษณะของแพ็กเกจแบบหนึ่งครับ โดยมาร่วมกับการออกแบบผิ้นผิวในการเชื่อมต่อที่ใช้เทคนิค Ball Grid Array (BGA) หรือในกรณีที่ใช้ซีพียูของ AMD เช่น FX-8320 ก็จะแสดงข้อมูลเป็น Socket AM3+ (942) หมายถึงซ็อกเก็ตแบบ AM3+ ที่มีจำนวนพินหรือขาจำนวน 942 ขา แต่ว่าจริง ๆ แล้วแพ็กเกตซีพียูที่เป็น AM3+ รวมไปถึง AM4 ที่เพิ่งออกมาล่าสุดก็มีชื่อเรียกแพ็กเกจอย่างเป็นทางการว่า PGA หรือ Pin Graid Area และ PGA นี้ก็สามารถมารวมกับเทคนิคแบบ Flip Chip ก็จะกลายเป็นแบบ FCPGA ได้อีกครับ เรื่องคุณลักษณะของแพ็กเกจซีพียูนี้มีหลากหลายมากมาย และแต่ละแบบก็จะมีคุณสมบัติและความแต่งกันออกไปอีก
  • Technology: เทคโนโลยีในที่นี้หมายถึงเทคโนโลยีของกระบวนการผลิตซีพียู เช่น 22 nm (nanometer-นาโนเมตร) เทคโนโลยีในการผลิตยิ่งเล็กก็ยิ่งทำให้ประหยัดพลังงาน และมีความร้อนเกิดขึ้นน้อย ซีพียูรุ่นปัจจุบันของอินเทล เช่น คอร์เจนเนอร์เรชันที่ 7 ใช้เทคโนโลยีในการผลิตแบบ 14 นาโนเมตร และซีพียูของ Intel รุ่นถัดไปคาดว่าจะผลิตด้วยเทคโนโลยี 10 นาโนเมตร ส่วนซีพียูล่าสุดของ AMD คือ Ryzen ที่เปิดตัวมานี้ก็ผลิตด้วยเทคโนโลยี 14 นาโนเมตร เช่นกัน
  • Core Voltage: ในซีพียูหนึ่งตัวที่เราเห็นนั้นจะมีหน่วยย่อย ๆ อยู่ภายในมากมายครับ เช่นส่วนที่ทำหน้าที่ประมวลผล ส่วนที่เป็นหน่วยความจำแคช ส่วนที่เป็นตัวควบคุมอินเทอร์เฟซต่าง ๆ และแรงดันไฟฟ้าที่เราส่งเข้าไปในตัวซีพียูนั้นก็จะมีการแยกกันไปตามความต้องการของแต่ละส่วนครับ สำหรับ Core Voltage (แต่โดยทั่วไปเราจะเรียก CPU Vcore) นั้นก็จะหมายถึงแรงดันเพราะส่วนหลักของซีพียูที่ใช้ในการประมวลผลครับ เวลาเราเปิดหน้าจอของ CPU-Z ค้างไว้ เราอาจจะเห็นว่าค่าตัวเลขของ Core Voltage เปลี่ยนแปลงขึ้น ๆ ลง ๆ ก็ไม่ต้องตกใจครับเพราะเป็นการวัดค่าแรงดันของในแบบ Real-Time หรือซึ่งซีพียูรุ่นใหม่จะมีการเพิ่มและลดการใช้ Core Voltage เพื่อประหยัดพลังงานและควบคุมความร้อนครับ สำหรับแรงดันไฟฟ้าที่ส่งเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของซีพียูนั้นไม่ได้มาจากพาวเวอร์ซัพพลายโดยตรงครับ แรงดันไฟฟ้าของซีพียูจะมาจากคอนเน็คเตอร์แบบ 4 พิน หรือ 8 พิน บนเมนบอร์ด แล้วจากนั้นก็จะส่งเข้ามาที่วงจรแปลงแรงดันและกระแสไฟฟ้าให้กับซีพียูอีกทอดหนึ่ง
CPU-Z, Processor name, Code name

***  ตัวเลขที่แสดงในช่อง Family, Ext Family, Model, Ext. Model, Stepping จะแสดงอยู่ในรูปแบบเลขฐาน 16 ส่วน Revision จะเป็นรหัสผสมกับเลขฐาน 16 ***

  • Specification: ช่องนี้จะแสดงชื่อรุ่นของซีพียูอีกครั้งและพร้อมกับแสดงความเร็วของ Clock Speed ในโหมดปกติ แต่กับซีพียูบางรุ่นก็จะแสดงเฉพาะชื่อรุ่นของซีพียูก็มี ข้อมูลตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับทางผู้ผลิตซีพียูจะให้ข้อมูลออกมาครับ
  • Family: เราจะแปลว่าครอบครัวหรือตระกูลก็ได้ ในที่นี้จะหมายถึงสถาปัตยกรรมหลักที่นำมาใช้กับซีพียูรุ่นนั้น รวมถึงสถาปัตยกรรมตั้งต้น ถ้าเรามีซีพียูยี่ห้อเดียวกันสองตัวแม้จะเป็นคนละรุ่นมาตรวจสอบแล้วพบว่ามีค่าของ Family เหมือนกันก็แสดงว่าซีพียูทั้งสองตัวนั้นอยู่ในตระกูลเดียวกัน มีพื้นฐานของสถาปัตยกรรมเดียวกัน
  • Ext. Family: (Extended Family) คือข้อมูลที่ใช้บ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมที่แยกย่อยออกมา แต่ถ้าไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมที่แยกย่อยออกมาก็จะแสดงเป็นข้อมูลเดียวกันกับ Family อย่างไรก็ตามเรื่องการแบ่งแยกของ Family นั้นทางผู้ผลิตซีพียูจะเป็นคนกำหนดเองว่าอยู่ในตระกูลเดียวกันหรือจะแยกออกมา ทั้ง ๆ ที่บางครั้งได้มีการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมหรือกระบวนการผลิตไปแล้วก็ตาม ตรงนี้ก็อาจจะขัดใจผู้บริโภคอย่างเราอยู่เหมือนกัน
  • Model: หมายถึงรุ่นหลักของซีพียูเช่น ถ้าตัวเลขในช่องนี้เป็นเลข 1 ซึ่งหมายถึงเป็นตัวแรกใน Family นั่นเอง และในช่อง Ext. Model ก็จะเป็นเลข 1 ด้วยเช่นกัน ถ้ายังไม่มีรุ่นอื่น ๆ แยกย่อยออกไป การแยกย่อยตรงนี้ทางผู้ผลิตซีพียูจะเป็นคนกำหนดเองอีกเช่นเคย
  • Ext. Model: (Extended Model) เป็นตัวเลขของการแสดงรุ่นย่อยของซีพียู
  • Stepping: (CPU Stepping) ข้อมูลที่ใช้แสดงรหัสของรายละเอียดในการผลิตซีพียู แม้ว่าจะเป็นซีพียูยี่ห้อเดียวกันรุ่นเดียวกัน แต่ก็อาจจะมีค่า Stepping ที่แตกต่างกันไปได้ เช่นถ้าซื้อในตอนที่ออกมาใหม่ ๆ ก็อาจจะใช้รหัส A0 แต่พอซื้อช่วงปลายปีซื้อซีพียููรุ่นเดิมแต่เป็นการผลิตคนละครับก็อาจจะได้รหัส Stepping เป็น B0 อย่างนี้เป็นต้น
  • Revision: (CPU Revision) เป็นการระบุถึงการปรับปรุงแก้ไขภายในของซีพียู
Instruction set
  • Instruction: Instruction ในที่นี้หมายถึง Instruction set หรือชุดคำสั่งนั่นเองครับ แต่ว่าสิ่งที่แสดงอยู่ในช่อง Instruction นี้ไม่ได้เป็นชุดคำสั่งทั่วไปนะครับ แต่ว่าเป็นชุดคำสั่งพิเศษที่มีนอกเหนือไปจากชุดคำสั่งมาตรฐานของสถาปัตยกรรม x86 ที่มาอย่างยาวนาน โดยคำสั่งพิเศษเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชุดคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางด้านทศนิยม หรือทางด้านมัลติมีเดียเป็นหลักครับ บางชุดคำสั่งก็มีทั้งในซีพียูเอเอ็มดีและซีพียูของอินเทลเช่น MMX, SSE, AVX เป็นต้น และในบางชุดคำสั่งก็จะมีเฉพาะในซีพียูบางรุ่นเท่านั้น หรือบางครั้งก็มีแต่ไม่ได้ถูกนำมาแสดงไว้ก็มีครับ หรือบางอยากก็เป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกันแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน เช่นเทคโนโลยีทางด้าน Virtualization ของอินเทลจะใช้ตัวย่อว่า VT-x ส่วนเอเอ็มดีจะใช้ AMD-V เป็นต้น (ส่วนชุดคำสั่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร เราจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อ ๆ ไปครับ)

(Clocks) มาดูส่วนที่สองของแท็บ CPU กันบ้างครับ ในส่วนนี้จะใช้แสดงเรื่องของความเร็วในการทำงานของสัญญาณนาฬิกาหรือว่า “Clock” นั่นเอง ในวงจรดิจิทัลทุกประเภทที่ต้องมีการทำงานของส่วนต่าง ๆ ร่วมกันจำเป็นจะต้องมีสิ่งที่เรียกว่าสัญญาณนาฬิกา “Clock” ซึ่งสัญญาณนาฬิกาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวบอกเวลาเช้า เวลาเย็น หรือบอกว่ากี่โมงกี่ยามนะครับ แต่เป็นสัญญาณที่ใช้กำหนดเวลา “Timing” เพื่อให้ส่วนต่าง ๆ สามารถทำงานได้อย่างสอดคล้องกัน แม้ว่าอุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกันนั้นจะมีความเร็วในการทำงานของสัญญาณนาฬิกาไม่เท่ากันก็ตาม

Core Clock
  • Core Speed: แสดงความเร็วของสัญญาณนาฬิกาของซีพียูที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น เช่นในตัวอย่างตอนนี้ซีพียูกำลังทำงานที่ความเร็ว 3999.04MHz หรือประมาณ 4GHz โดยค่า Core Speed นี้จะได้จากค่าของความเร็ว “Bus Speed” คูณกับค่าตัวคูณ “Multipile”
  • Multiplier: แสดงค่าตัวคูณของสัญญาณนาฬิกา ค่านี้ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียูที่ใช้งาน เช่นในตัวอย่างนี้ค่าตัวคุณของสัญญาณ สามารถปรับได้ระหว่าง x12 – x40 สาเหตุที่ต้องมีตัวคูณของสัญญาณฬิกาก็เพราะว่าตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาที่เป็นพื้นฐานนั้นไม่สามารถที่จะสร้างสัญญาณนาฬิกาที่มีความถี่สูงได้โดยตรง (ทำได้แต่อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย) จึงจำเป็นต้องอาศัยการคูณเพื่อเพิ่มความถี่ของสัญญาณนาฬิกา เมื่อก่อนโน้น….(นานมาก) ค่าตัวคูณเหล่านี้จะถูกกำหนดตายตัวมาว่ามีค่าเท่าไร แต่ปัจจุบันค่าตัวคูณของซีพียูนั้นสามารถปรับได้โดยอัตโนมัติเพื่อการประหยัดพลังงาน
  • QPI Link / HT Link: ข้อมูลตรงช่องสุดท้ายที่อยู่ใต้ Bus Speed นี้ จะมีการแสดงที่แตกต่างกันออกไปตามแพลตฟอร์มของซีพียู เช่นในตัวอย่างหลักของเราที่ใช้ซีพียู Core i7-4960X มีระบบการเชื่อมต่อกันภายในที่เรียกว่า QPI Link หรือ QuickPath Interconnect ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของแพลตฟอร์มอินเทล ส่วนแพลตฟอร์มอื่นอย่างเช่นซีพียู AMD FX ตรงส่วนนี้ก็จะแสดงเป็น HT Link หรือการเชื่อมต่อแบบ HyperTransports นี่ก็เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของทาง AMD เช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้วค่าตรงส่วนนี้จะเป็นการแสดงความเร็วของบัสในระบบที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปครับ แต่บางแพลตฟอร์มก็ไม่ได้มีการแสดงข้อมูลตรงนี้ไว้

(Cache) มาถึงส่วนสุดท้ายในแท็บ CPU กันแล้วนะครับ นั่นก็คือส่วนของ Cache หรือหน่วยความจำแคช ทีนี้ก็มีคำถามต่อว่าหน่วยความจำแคชคืออะไร อธิบายสั้น ๆ ก็คือเป็นหน่วยความจำความเร็วสูงที่อยู่ภายในตัวของซีพียู และภายในซีพียูหนึ่งตัวก็จะมีแคชอยู่หลายระดับด้วยกันดังในภาพตัวอย่างก็จะเห็นได้ว่ามีหน่วยความจำแคชอยู่ 3 ระดับ Cache Level 1, Cache Level 2 และ Cache Level 3 หรือบางทีเราก็จะเรียกกันย่อ ๆ ว่า Cache L1 หรือแคช L1 แบบไทย ๆ แต่จำนวน Level หรือลำดับชั้นของหน่วยความจำแคชในซีพียูอาจจะมีไม่เท่ากันครับ บางรุ่นก็จะมีแค่แคช L1 กับ L2 เท่านั้น หรือบางรุ่นก็จะมีมากถึงระดับ L4 กันก็มีแต่ว่ามีน้อยครับ ซีพียูส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีแคชอยู่ 3 ระดับ การมีแคชที่ต่างกันก็เป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมซีพียูครับ

Cache CPU Z Image 001

สำหรับลำดับการทำงานของหน่วยความจำแคชก็จะเป็นคล้าย ๆ ในลักษณะนี้ครับ เช่นเรากำลังนั่งหาข้อมูลเพื่อทำรายงานอยู่บนโต๊ะในห้องสมุด แล้วเดินไปเลือกหนังสือที่ต้องการจำนวนหนึ่งมาใส่ในรถเข็นจนเต็ม จากนั้นเราก็แบ่งหนังสือส่วนหนึ่งจากรถเข็นมากองไว้บนโต๊ะ ต่อมาเราก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากในกองนั้นขึ้นมาอ่านเพื่อหาข้อมูล

หนังสือที่เรากำลังอ่านถือว่าเป็นแคช L1 ที่อยู่ใกล้และนำข้อมูลมาใช้งานได้สะดวกสุด แต่คราวนี้ถ้าเราไม่พบข้อมูลในหนังสือที่อยู่ในมือ เราก็จะไปค้นกองหนังสือที่อยู่บนโต๊ะเปรียบได้กับแคช L2 และถ้าข้อมูลในแคช L2 ไม่มีอีก เราก็อาจจะไปค้นในรถเข็นเปรียบได้กับแคช L3 และถ้าในรถเข็นไม่มีอีกคราวนี้เราก็ต้องไปหาที่ชั้นหนังสือซึ่งก็อาจจะเปรียบได้กับหน่วยความจำหลักบนเมนบอร์ดหรือ RAM และเราก็ยกให้ห้องสมุดทั้งห้องเป็น HDD หรือ SSD ไปครับ นี่คือภาพรวมลำดับชั้นของหน่วยความจำแคชอย่างง่ายครับ

ย้อนกลับไปดูในรูปหน่วยความจำแคชที่เป็นภาพตัวอย่างจากซีพียู Core i7-4960X ก็จะมีรายละเอียดดังนี้

  • L1 Data: (Data Cache Level 1) หมายถึงแคชระดับที่ 1 สำหรับการเก็บข้อมูล ข้อความที่แสดง 6 x 32 KByte ก็หมายถึงมีจำนวน L1 Data ทั้งหมด 6 ชุด(ตามจำนวนคอร์ของซีพียู) โดย L1 Data แต่ละตัวมีขนาดที่ 32 กิโลไบต์ ส่วนข้อมูลชุดสุดท้ายที่บอกว่า 8-Way (เดี๋ยวค่อยอธิบายต่อว่าคืออะไร)
  • L1 Inst.: (Instruction Cache Level 1) แคชระดับที่ 1 สำหรับชุดคำสั่ง ข้อความ 6 x 32 KByte หมายถึงมีจำนวน L1 Inst ทั้งหมด 6 ชุด แต่ละตัวมีขนาด 32 กิโลไบต์ และเป็นแคชแบบ 8-Way
  • Level 2: (Cache Level 2) แคชระดับที่ 2 มีจำนวน 6 ชุด เท่ากับจำนวนคอร์ของซีพียู แต่ละชุดมีขนาด 256KByte และเป็นแบบ 8-Way
  • Level 3: (Cache Level 3) แคชระดับที่ 3 มีขนาด 15MByte หรือ 15 เมกะไบต์ เป็นแคชแบบ 20-Way

สำหรับเรื่องของหน่วยความจำแคชในซีพียูยังมีสิ่งที่ต้องพูดอีกเยอะครับ ซึ่งรายละเอียดของ Cache จะอยู่ในแท็บที่สองของโปรแกรม CPU-Z

Show Clocks

CPU-Z: แท็บ Cache

Cache หรือ แคช ก็คือหน่วยความจำความเร็วสูงที่อยู่ภายในตัวของซีพียูทำงานด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับคอร์ประมวลผลของซีพียู และภายในซีพียูหนึ่งตัวก็จะมีแคชอยู่หลายระดับด้วยกัน ดังในภาพด้านล่างนี้ก็จะเห็นได้ว่ามีหน่วยความจำแคชอยู่ 3 ระดับ Cache Level 1, Cache Level 2 และ Cache Level 3 หรือบางทีเราก็จะเรียกกันย่อ ๆ ว่า Cache L1 หรือแคช L1 แบบไทย ๆ แต่จำนวน Level หรือลำดับชั้นของหน่วยความจำแคชในซีพียูอาจจะมีไม่เท่ากันครับ บางรุ่นก็จะมีแค่แคช L1 กับ L2 เท่านั้น หรือบางรุ่นก็จะมีมากถึงระดับ L4 ก็มี ซีพียูส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีแคชอยู่ 3 ระดับ ส่วนขนาดของแคชไม่ว่าจะเป็น L1, L2 หรือ L3 ก็จะขึ้นอยู่กับรุ่นและสถาปัตยกรรมของซีพียูครับ

CPU Core and Cache

(ภาพด้านบน) รูปตัวอย่างโครงสร้างภายในของซีพียูและแคชยุคปัจจุบัน เพราะก่อนหน้านี้หน่วยความจำแคชนั้นไม่ได้ถูกรวมไว้เป็นส่วนเดียวกันกับซีพียูแต่จะไปอยู่บนเมนบอร์ด ถ้าเราพูดถึงซีพียูในตระกูล x86 หน่วยความจำแคชได้ถูกรวมอยู่ในซีพียูเป็น เราจะเห็นได้ว่าแคช L1 นั้นจะอยู่ติดกับส่วนที่เป็นคอร์ประมวลผลเพราะเป็นส่วนที่ทำงานโดยตรงกับซีพียู จากนั้นก็จะมีหน่วยความจำแคช L2 ที่อยู่ห่างออกไปเพื่อให้พักข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้บ่อย ๆ และสุดท้ายก็จะมีแคช L3 ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแคช L3 นั้นจะเชื่อมต่ออยู่กับ L2 ของซีพียูทุก ๆ คอร์ และหน่วยความจำแคช L3 นี้เองที่จะทำหน้าที่ในการพักข้อมูลที่นำไปใช้ร่วมกันของคอร์ประมวลผลแต่ละคอร์

หน้าที่ของหน่วยความจำแคชแท้จริงแล้ว มันคือการนำข้อมูลที่มีอยู่ในหน่วยความจำหลักมาทำสำเนาเพิ่มอีกหนึ่งชุดหรือหลายชุดมาไว้ในหน่วยความจำแคชเพื่อให้ซีพียูประมวลผลข้อมูลต่าง ๆ อยู่ภายในตัวเองโดยอาศัยทั้งแคช L1 แคช L2 และแคช L3 เพราะการทำงานบนหน่วยความจำแคชนั้นเร็วกว่าการประมวลผลโดยกับหน่วยความจำหลักของเครื่องเป็นร้อยเท่า และเมื่อทำเสร็จแล้วข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกอัปเดตในหน่วยความจำหลักโดยอัตโนมัติ เราพูดแบบนี้ดูเหมือนง่ายแต่ในการทำงานจริงนั้นมีความซับซ้อนมากมายครับ

สำหรับหน่วยความจำแคช L1 นั้นจะมีความพิเศษหน่อยตรงที่จะมีการแยกการทำงานเป็นสองส่อนคือ Instruction Cache หรือแคชคำสั่ง และสองคือ Data Cache เป็นแคชสำหรับการเก็บข้อมูล และหน่วยความจำแคช L1 ก็จะเป็นพื้นที่หลักในการจัดเก็บข้อมูลในระหว่างการประมวลผลของซีพียู ส่วนแคช L2 นั้นส่วนมากก็จะทำหน้าที่ในการพักข้อมูลชั่วคราวสำหรับการถูกนำไปประมวลผลต่อ และ L3 นั้นเป็นการเก็บข้อมูลแบบทั่วไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง โดย L3 ในหน่วยประมวลผลรุ่นใหม่ ๆ นั้นจะทำหน้าที่หลักเลยก็คือใช้แชร์ข้อมูลระหว่างคอร์ประมวลผลแต่ละคอร์ภายในซีพียู การทำงานต่าง ๆ ของหน่วยความจำแคช จะมีส่วนที่เรียกว่า “Cache Controller” หรือตัวควบคุมการทำงานของแคช การจัดการกับข้อมูลต่าง ๆ ในหน่วยความจำแคชก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของซีพียูด้วย

CPU Z Image 002

ทีนี้เมื่อย้อนกลับมาดูในรูปแท็บที่สองของ CPU-Z ซึ่งเป็นภาพที่ได้จากการตรวจสอบซีพียู Core i7-4690X จะว่าไปแล้วภาพในหน้าแท็บที่ 2 นี้ก็เป็นการขยายความเรื่อง Cache ที่อยู่ตรงมุมล่างขวาของแท็บแรกนั่นเองครับ และในซีพียู Core i7-4690X ก็จะมีแคชอยู่ด้วยกันสามระดับ โดยแบ่งออกเป็นแคชต่าง ๆ ดังนี้

  • L1 D-Cache (Data Cache) มีขนาด 32KB ส่วนข้อความ x6 หมายถึงจำนวนชุดของ Data Cache ที่มีในซีพียูทั้งหมด 6 ชุด ตามจำนวนคอร์ของซีพียู ในช่อง Descriptor อันนี้เป็นการอธิบายลักษณะการทำงานของแคชว่าเป็นแบบ 8-way set associative และมีขนาด 64-byte line size
  • L1 I-Cache (Instruction Cache) มีขนาด 32KB มีจำนวน 6 ชุด และมีการทำงานแบบ 8-way set associative มีขนาด 64-byte line size
  • L2 Cache (หน่วยความจำแคชระดับที่ 2) มีขนาด 256KฺB จำนวน 6 ชุด เท่ากับจำนวนคอร์ของซีพียู มีการทำงานแบบ 8-way set associative มีขนาด 64-byie line size
  • L3 Cache (หน่วยความจำแคชระดับที่ 3) มีขนาด 15MB มีเพียงชุดเดียวและเป็นการแชร์การใช้งานร่วมกับของคอร์ประมวลผลทุกคอร์ที่อยู่ในซีพียู มีการทำงานแบบ 20-way set associative มีขนาด 64-byte line size

*** ขนาดของหน่วยความจำแคชนั้นจะมีขนาดที่แตกต่างกันไปแล้วแต่รุ่นของซีพียูครับ ร่วมไปถึงพวกจำนวน way ต่าง ๆ ก็จะแตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ***

ในแท็บ Caches มีแค่ 4 หัวข้อที่ดูซ้ำไป ซ้ำมา และไม่มีรายละเอียดอะไรมาก แต่ถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดก็ต้องใช้พื้นที่อีกมากพอสมควรเลยจะขอเล่าย่อ ๆ พอสังเขปดังนี้

ในเรื่องขนาดของแคช (Cache Size) ไม่ว่าจะเป็น L1D-Cache, L1I-Cache, L2 Cache และ L3 Cache เราคิดว่าคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากเพราะมันก็คือขนาดหรือความจุในการจัดเก็บข้อมูลนั่นเอง แต่ที่ต้องพูดกันยาว ๆ ก็คือ “8-way/20-way set associative” กับ “64-byte line size” นี่หล่ะครับ

และเราก็ต้องแยกคำว่า 8-way ออกจากคำว่า set associative กันก่อนครับ

“set associative” นั้นเป็นชื่อเรียกของกระบวนการแคชข้อมูลชนิดหนึ่งครับ ซึ่งโดยปกติแล้วการทำงานของหน่วยความจำแคชโดยทั่วไปจะมีอยู่สามรูปแบบด้วยกัน ได้แก่

  1. Direct Mapping
  2. Associative Mapping
  3. Set Associative Mapping

Direct Mapping: การทำงานของการแคชข้อมูลในแบบนี้ก็คือเป็นการทำสำเนาข้อมูลกันโดยตรงระหว่างหน่วยความจำแคชที่อยู่ในตัวซีพียูกับหน่วยความจำหลักของเครื่อง (RAM, Main Memory)

Direct Mapping img13
Source: https://staff.fnwi.uva.nl/a.d.pimentel/apr/node12.html

จากในรูปจะเห็นได้ว่าตำแหน่งของบล็อกในหน่วยความจำหลักจะถูกกำหนดตายตัวไปกับตำแหน่งบล็อกของแคช เช่นตัวอย่างในรูปนี้แคชมีทั้งหมด 8 entries (0-7) และข้อมูลในหน่วยความจำหลักมี 16 บล็อก (0-15) เวลาจะทำสำเนาข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาไว้ในแคชก็จะมีการทำครั้งละ 8 entries  ในรูปเป็นยกตัวอย่างของการทำแคชข้อมูลสองครั้งครั้งแรก ทำบล็อก 0-7 ก่อน ครั้งที่สองจะทำบล็อก 9-15 ในรูปเราจะเห็นได้ว่าการแคชข้อมูลก็ยังคงจัดเรียงตำแหน่งของบล็อก ไม่มีการสลับตำแหน่ง แต่ว่าการใช้งานในแบบ Direct Mapping นั้นจะเหมาะกับการทำงานที่ไม่มีความซับซ้อน มีข้อมูลในระบบไม่มาก เพราะถ้ามีข้อมูลเป็นจำนวนมากก็จะมีปัญหาในเรื่องของการชี้ตำแหน่งข้อมูลของหน่วยความจำแคชกับหน่วยความจำหลักของระบบ ซึ่งถ้ามีข้อผิดพลาดตรงนี้มาก ๆ ก็เท่ากับว่าหน่วยความจำแคชไม่มีประโยชน์อะไรเลยเพราะมีข้อมูลแต่ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องการใช้งาน

Full Asso Mapping img14
Source: https://staff.fnwi.uva.nl/a.d.pimentel/apr/node13.html

จากในรูปตัวอย่างจะเห็นได้ว่าข้อมูลในบล็อก 0-15 ของหน่วยความจำหลัก สามารถถูกนำไปสำเนาไว้ในตำแหน่งใด ๆ ของแคชก็ได้ใน 8 entries (หรือ 8 บล็อก) ที่มี วิธีการนี้มีข้อดีตรงที่สามารถแคชข้อมูลที่ต้องการใช้งานมาไว้ในแคชได้อย่างอิสระ แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก…คือเวลาจะค้นหาข้อมูลในแคชจำเป็นต้องไล่หาข้อมูลในแคชไปทีละบล็อกจนกว่าจะเจอ ในขณะที่แบบ Direct Mapping เราจะรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของข้อมูลได้เลย ถ้าดูรูปแคชข้อมูลแบบ Direct Mapping กับ Associative Mapping เทียบกันก็จะเห็นได้ว่าตัวชี้ตำแหน่งข้อมูลของ Direct Mapping สามารถชี้ตำแหน่งได้โดยตรงจาก Tag และ Block ในขณะที่ Associative Mapping จะใช้วิธีระบุตำแหน่งด้วยการ Tag แล้วคอยมาเปรียบเทียบข้อมูลอีกครั้งว่าใช่หรือไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องการ นั่นคือต้อง Tag หาข้อมูลไปทุก ๆ entries จนกว่าจะเจอ เสียเวลาไปซิ

Set Associative Mapping: ซึ่งมีประสิทธิภาพและแก้ไขข้อบกพร่องของการทำงานแบบ Direct Mapping และ Associative Mapping มาเรียบร้อยแล้วนั่นเอง การทำงานของ Set Associative Mapping ก็คือการใช้ทั้งสองเทคนิคมารวมกันครับ

Set Asso Mapping img15
Source: https://staff.fnwi.uva.nl/a.d.pimentel/apr/node14.html

โดยการใช้เทคนิคการนำข้อมูลจากบล็อกของหน่วยความจำหลักมาไว้ในตำแหน่งใด ๆ ของหน่วยความจำแคชก็ได้ อันนี้ดีเหมือนกับ Associative Mapping จากนั้นก็จะใช้วิธีในการชี้ตำแหน่งข้อมูลในแบบ Direct Mapping ผสมกับ Associative Mapping เพียงแต่ตัวแคชเองก็ต้องมีการจัดระบบขึ้นมาใหม่ด้วยการกำหนดตัวเองให้เป็น Set หรือเป็นชุด ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาข้อมูลนั่นเอง สังเกตดูวิธีการชี้ตำแหน่งของ Set Associative Mapping จะมีการใช้ Tag และ Set แทน Tag และ Block เมื่อเทียบกับ Direct Mapping

สำหรับการทำงานของ Direct Mapping โดยทั่วไปจะทำงานในลักษณะของ 1-way เท่านั้นครับ แต่ถ้าเป็นการจัดหน่วยความจำแคชแบบ Associative Mapping และ Set Associative Mapping จะมีการจัดการหน่วยความจำได้ในแบบหลาย n-Way อธิบายอาจจะงง ไปดูภาพด้านล่างนี้ครับ

Cache Set block

Direct Mapping ก็จะมีตำแหน่งและ Block หรือบางครั้งก็เรียกว่า Cache Line ได้ Set ละ 1 Block เท่านั้น แต่การจัดหน่วยความจำแบบ Associative Mapping ที่สามารถนำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาไว้ในตำแหน่งใด ๆ ของแคชก็ได้นั้นเราก็สามารถออกแบบให้เป็นแบบ Direct Mapping ก็ได้ หรือจะออกแบบให้เป็น 1 Set ใหญ่ ๆ แล้วมีจำนวน Block (Cache Line) เท่ากับความจุของแคชไปเลย (ถึงได้เรียกอีกอย่างว่า Full Associative Mapping)  ส่วนการทำงานของ Set Associative Mapping การทำงานของแคชจะถูกกำหนดเป็น Set หรือชุด ซึ่งเป็นที่มาของชื่ออีกนั่นแหละ โดยในแต่ละชุดก็จะมีจำนวน Block (Cache Line) แล้วแต่จะออกแบบครับ

อ่านมาถึงตรงนี้เชื่อว่าคงจะมีหลายคนที่ยังงง ๆ อยู่กับเรื่องเทคนิคการ Mapping ข้อมูลในหน่วยความจำแคชทั้งสามแบบ จริง ๆ แล้วก็ไม่ต้องไปทำความเข้าใจกับมันก็ได้ครับ เพียงแต่ต้องการแสดงให้เห็นให้ถึงที่มาและรู้จักกับคำว่า 16-way set associative หรือ 20-way set associative มันมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไรเท่านั้นเองครับ

ข้อมูลอ้างอิง Cache: สำหรับใครที่ต้องการรู้ในแบบเชิงลึกจริง ๆ ก็ไปอ่านกันได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/Cache_memory ส่วนภาพประกอบการทำงานของหน่วยความจำแคชทั้งสามแบบเรานำมาจาก https://staff.fnwi.uva.nl/a.d.pimentel/apr/apr.html

CPU-Z: แท็บ Mainboard

ในแท็บ Mainboard ของ CPU-Z นี้ก็จะแบ่งการแสดงข้อมูลออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือข้อมูลของเมนบอร์ด (Mainboard) ส่วนที่สองก็คือข้อมูลของไบออส (BIOS) และส่วนที่สามบอกข้อมูลการเชื่อมต่อของกราฟิกการ์ด (Graphics Interface)

CPU Z Image 003

Mainboard

ส่วนแรกคือการแสดงข้อมูลทั่วไปของเมนบอร์ด เช่นผู้ผลิตเมนบอร์ด รุ่นของเมนบอร์ด ชิปเซตที่ใช้ โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

CPU Z Motherboard
  • Manufacturer: แสดงชื่อผู้ผลิตเมนบอร์ด ในตัวอย่างคือ “MSI”
  • Model: แสดงชื่อรุ่นของเมนบอร์ด ในตัวอย่างคือ “Big Bang-XPower II (MS-7737)” ส่วนช่องตัวเลขที่อยู่ด้านหลัง Model เป็นการระบุเวอร์ชันของเมนบอร์ดในตัวอย่างนี้เป็น “1.0” และเมนบอร์ดบางรุ่นก็อาจจะมีมากถึง 3 เวอร์ชันก็มีแต่ว่ายังคงใช้ชื่อรุ่นเหมือนเดิม
  • Chipset: หัวข้อนี้มีการแบ่งข้อมูลเป็นสามช่อง ช่องแรกระบุผู้ผลิตชิปเซต ในที่นี้คือ Intel ช่องต่อมาเป็นการระบุถึงแพลตฟอร์ม ในตัวอย่างนี้คือ “Ivy Bridge-E” ส่วนช่องสุดท้ายคือ Rev. หรือเวอร์ชัน
  • Southbridge: สำหรับ Southbridge นี้จริง ๆ แล้วก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของคำว่าชิปเซต และในยุคปัจจุบันชื่อชิปที่อยู่ในช่อง Southbridge นี้ได้กลายเป็นชื่อเรียกของชิปเซตแล้วด้วยซ้ำไป (เรื่องมันยาวแต่จะเล่าให้ฟังในหัวข้อ “Chipset”) ในตัวอย่างนี้คือชิป “Intel” รุ่น “X79” เวอร์ชัน “06”
  • LPCIO: “LPCIO” นี้ย่อมาจากคำว่า Low Pin Count (Input Output) เป็นโปรโตคอล หรือข้อตกลงในการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ ซึ่งมีอยู่ในหลายอุปกรณ์ที่มีการประมวลผลไม่ได้มีเฉพาะในแผงวงจรคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ใน CPU-Z ช่องของ LPCIO นี้จะบอกชื่อของผู้ผลิตชิป ที่ใช้ในการตรวจสอบพวกอุณหภูมิ ความเร็วรอบพัดลม แรงดันไฟฟ้า และเซ็นเซอร์อื่น ๆ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับชิปที่นำมาใช้ ในตัวอย่างนี้ผู้ผลิตชิปคือ “Fintek” รุ่นของชิปคือ “F71889A” ในอีกแง่หนึ่งเราจะบอกว่าชิปตัวนี้ทำหน้าที่เป็น “Hardware Monitor” ก็ได้ครับ
BIOS

BIOS (Basic Input/Output System) เป็นโปรแกรมขนาดเล็กของเมนบอร์ดซึ่งจะถูกสั่งให้ทำงานโดยอัตโนมัติทันทีที่เมนบอร์ดถูกเปิดใช้งาน BIOS จะทำหน้าที่ตรวจสอบความพร้อมของฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ด ไม่ว่าจะเป็นซีพียู แรม กราฟิกการ์ด ฮาร์ดดิสก์ และอื่น ๆ ถ้าไม่มีความผิดพลาดใด ๆ ก็จะสั่งให้บูตเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ  สำหรับข้อมูลในแท็บ Mainboard หัวข้อ BIOS จะบอกข้อมูลให้เราทราบอยู่สามรายการคือ

CPU Z BIOS
  • Brand: ผู้พัฒนา BIOS ในที่นี้คือ American Megatrends, Inc. หรือที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า AMI
  • Version: รุ่นของ BIOS เวลาเราเห็นข่าวเกี่ยวกับการอัปเกรด BIOS เราก็มาดูตรงนี้ครับว่าเมนบอร์ดของเราได้ติดตั้ง BIOS เวอร์ชันไหน และการอัปเกรด BIOS ในแต่ละครับก็จะช่วยเพิ่มเติมความสามารถหรือแก้ไขปัญหาของเมนบอร์ดอีกด้วย
  • Date: ระบุวันที่ของ BIOS บางครั้งชื่อรุ่นของ BIOS อาจจะเป็นตัวเลขเดียวกันแล้วลงท้ายด้วยตัวอักษร a,b,c ซึ่งอาจจะงงว่าอันไหนใหม่กว่ากัน ก็มาดูที่วันที่ของ BIOS ได้ครับชัดเจนกว่า อย่างเมนบอร์ดทีเราใช้ก็อัปเกรดเป็น BIOS รุ่นล่าสุดแล้วครับและได้รับการอัปเกรดมาตั้งแต่ปี 2014
Graphics Interface

แสดงข้อมูลอินเทอร์เฟซของกราฟิกการ์ดที่ใช้ในระบบว่าเป็นชนิดใด ถ้าเป็นเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ ที่เราใช้กันอยู่อินเทอร์เฟซของกราฟิกก็จะอยู่ในกลุ่มของ PCI-Express แต่ถ้าเก่ากว่านั้นเราก็จะได้เห็นอินเทอร์เฟซกราฟิกแบบ AGP (Accelerated Graphics Port) ซึ่งเป็นพอร์ตความเร็วสูงที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อสัญญาณจากกราฟิกการ์ดโดยเฉพาะ และหลังจากนั้นระบบทั้งหมดก็เปลี่ยนมาให้ PCI-Express สล๊อต AGP จึงได้หายไป และก่อนหน้าก็มีมีสล๊อตอื่น ๆ อีก แต่คิดว่าไม่พูดถึงจะดีกว่าเดี๋ยวจะยาวไป มาดูที่รายละเอียดของ Graphics Interface ของ CPU-Z กันต่อครับ หัวข้อในส่วนนี้ประกอบไปด้วย 4 รายการได้แก่

CPU Z Graphics Interface
  • Version: ใช้บอกชนิดอินเทอร์เฟซของกราฟิกการ์ดที่กำลังใช้งาน ในตัวอย่างนี้กราฟิกการ์ดของเราใช้อินเทอร์เฟซแบบ PCI-Express แต่ถ้าเป็นอินเทอร์เฟซแบบอื่นเช่นในเครื่องรุ่นเก่า ๆ เราอาจจะได้พบข้อความ PCI หรือ AGP แล้วตามด้วยเลขเวอร์ชัน เช่น 2.0 หรือ 3.0 เป็นต้น
  • Link Width: ก่อนที่จะมาใช้หัวข้อ Link Width มีการใช้ชื่อหัวข้อว่า Transfer Rate มาก่อน แต่ในปัจจุบันหมายถึงความกว้างของสัญญาณที่ใช้ในการเชื่อมต่อ ในตัวอย่างนี้เป็น 16X หรือใช้ PCI-Express 16 เลน นั่นเอง
  • Max. Supported: สำหรับช่อง Max Supported นี้จะวางอยู่หลังหัวข้อ Link Width เพื่อเป็นการขยายความหมายของจำนวนช่องสัญญาณสูงสุดที่รองรับในที่นี้คือ 16X เช่นกัน
  • Side Band Addressing: “Side Band Addressing” นี้เป็นชื่อของคุณสมบัติของกราฟิกการ์ดที่ใช้อินเทอร์เฟซแบบ AGP แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากราฟิกการ์ด AGP ทุกรุ่นจะรองรับคุณสมบัตินี้ ดังนั้นของมูลในช่องนี้จะบอกอยู่สองค่าคือ “Enable” และ “Disable” แต่ในกรณีนี้กราฟิกการ์ดของเราเป็น PCI-Express ช่อง Side band Addressing จึงไม่มีการรายงาน (Side Band Addressing เป็นเหมือนช่องทางเพิ่มเติมในการรับส่งข้อมูลนอกหรือไปจากอินเทอร์เฟส AGP แบบปกติ)

จบครับ เอาจริง ๆ จบแค่นี้เลยสำหรับแท็บ “Mainboard” ของ CPU-Z แต่สำหรับเราจบแค่นี้คงง่ายไปหน่อยครับ ว่าแล้วเราก็มาขยายความเรื่องชิปเซตกันหน่อยดีกว่า

Chipset คืออะไร

คำว่า “Chipset” บนเมนบอร์ดที่เราได้ยินกันอย่างคุ้นเคยนั้น ความหมายของมันก็แปลตรงตัวเลยครับว่าเป็นชุดของชิป สำหรับคำว่าชิปเซตนี้ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับซีพียูนะครับ แต่ “Chipset” ได้เริ่มต้นจริง ๆ ก็คือในยุคของพีซีที่ใช้ซีพียู Intel 80286 โดยซีพียูในพีซีรุ่นก่อนหน้านั้นจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ โดยตรงกับซีพียูเลยก็มี บางส่วนก็จะเชื่อมผ่านทาง IC อื่นที่ทำหน้าที่เป็นตัวจัดการ I/O (Input/Output) พอมาในยุคของซีพียู Intel 80286 ที่มีการจัดระบบการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่ ๆ มากขึ้น เพราะเป็นยุคที่พีซีเริ่มเข้ามามีบทบาทในองค์ขนาดเล็กรวมไปถึงผู้ใช้ตามบ้านทั่วไปกันมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นจึงมีชิปที่ทำหน้าเป็น I/O (Input/Output) ในระบบของฮาร์ดแวร์เพิ่มตามไปด้วย

แต่ถ้าจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของชิปเซตที่มีความใกล้เคียงกับในยุคปัจจุบันมากที่สุดก็ต้องมาเริ่มกันในช่วงเวลาของซีพียู Intel Pentium ที่เปิดตัวครั้งในราวปี 1993 ครับ และอันที่จริงชื่อของ Pentium ก็ควรจะจบลงไปตั้งแต่ปี 2005 หรือยืดเยื้อหน่อยก็ไม่น่าจะเกิน 2006 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มของสถาปัตยกรรม Core แต่การที่ Intel ได้ทำตลาดชื่อของ “Pentium” มาอย่างยาวนานและเป็นชื่อที่ติดตลาดอย่างมากทำให้ Intel ไม่สามารถละทิ้งชื่อของ Pentium ออกไปได้จนถึงทุกวันนี้

และในยุคของ Pentium นี้เองที่ทำให้พีซีใช้ซีพียูของ Intel จะมีชิปเซตเพื่อมารองรับการทำงานของซีพียูอยู่สองส่วนด้วยกัน ส่วนแรกจะเรียกว่าชิป MCH (Memory Controller Hub) หรือบางทีก็เรียกว่าชิป Northbridge ที่แปลว่าทางเหนือหรือทิศเหนือนั่นแหละครับ ส่วนชิปตัวที่สองก็คือ ICH (I/O Controller Hub) และมีอีกชื่อว่าชิป Southbridge ที่แปลว่าทิศใต้ครับ การที่เรียกว่า Northbridge กับ Southbridge นั้นก็เป็นเพราะว่าชื่อ MCH กับ ICH นั้นเป็นชื่อเรียกเฉพาะของทาง Intel นั่นเองครับ แต่ว่า Intel ไม่ได้เป็นผู้ผลิตชิปเซตเพียงรายเดียวยังมีผู้ผลิตชิปเซตรายอื่น ๆ ด้วย เช่น VIA, SIS, ALI รวมไปถึง NVIDIA เองก็เคยผลิตชิปเซตมารองรับการทำงานของซีพียู Intel และซีพียูของ AMD ด้วย (อันนี้เรื่องยาวไว้ก่อนครับ)  ทำให้ต้องมีการตั้งชื่อในแบบกลาง ๆ ไว้เพื่อสื่อสารกันก็เลยเรียกออกมาตามลักษณะของการเขียนบล็อกไดอะแกรม ลองไปดูภาพของเมนบอร์ดและบล็อกไดอะแกรมการทำงานเพื่อความเข้าใจครับ

intel Desktop board
ภาพนี้คือ Intel Desktop Board D975XBX2 เมนบอร์ดชิปเซต 975X ซ็อกเก็ต LGA 775 ทำงานร่วมกับซีพียู Pentium 4 Extreme Edition, Core 2 Extreme และ Core 2 Duo
Intel LGA 775 Layout rotated
บริเวณที่ล้อมกรอบด้วยสีเขียวคือตำแหน่งของชิปเซตนอร์ธบริจด์ ในภาพนี้เป็นผังแสดงตำแหน่งต่าง ๆ ของอุปกรณ์ในคู่มือของเมนบอร์ด ใครสนใจว่าเมนบอร์ดตัวเองมีการติดตั้งอุปกรณ์อะไรไว้บางว่าง ๆ ก็ลองหยิบคู่มือเมนบอร์ดมาเปิดดูครับ
Intel 975X Chipset Block diagram
และนี่เป็นภาพบล็อกไดอะแกรมการทำงานของชิปเซต 975X ที่ประกอบไปด้วยชิปหลักสองตัวคือ Intel 82975X (MCH) และ Intel 82801GR (ICH) ในบล็อกไดอะแกรมนี้บอกเราว่าชิปเซตหลักคือ 82975X หรือชิปนอร์ธบริดจ์นี้จะทำงานคู่กับชิปเซาธ์บริดจ์ได้ถึงสองรุ่นคือ Intel 82801GR และ 82801GH ซึ่งชิปสองรุ่นนี้ก็จะมีคุณสมบัติในการทำงานที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย แต่ว่ารายละเอียดส่วนนี้เราไม่ขอพูดถึงแล้วกันนะครับเพราะมันปลีกย่อยเกินไปที่จะมาอธิบายกันในครั้งนี้

ถ้าบล็อกไดอะแกรมของชิปเซตทำให้คุณสับสน เรามาดูบล็อกไดอะแกรมของแพลตฟอร์มดีกว่าครับอาจจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

diagram

ภาพด้านบนเป็นบล็อกไดอะแกรมของแพลตฟอร์มของซีพียูที่มีชื่อรหัสว่า “Presler” หรือ Intel Pentium Extreme Edition 955 (ปี 2005) ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่แรงมากครับ ในภาพนี้เราจะเห็นได้ว่าซีพียูนั้นไม่มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใด ๆ โดยตรงเลย มีเพียง FSB (Front Side Bus) เท่านั้นที่เชื่อมต่อจากชิปเซตมายังซีพียู ถ้าซีพียูจะติดต่อกับหน่วยความจำ DDR2 ก็ยังต้องทำงานผ่านตัวชิปนอร์ธบริดจ์เพราะทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของหน่วยความจำ และถ้าซีพียูต้องการข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ที่ชื่อมต่อแบบ SATA ก็จะเห็นได้ว่าข้อมูลก็จะต้องผ่านจากชิปเซาธ์บริดจ์มายังนอร์ธบริดจ์แล้วจึงถูกส่งเข้าซีพียู จะเห็นได้ว่าชิปเซตมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของระบบ

นอกจากนี้แล้วพวกเราคงเคยได้ยินคำว่า Onboard Graphics, Onboard Video หรือ Integrated Graphics คำนี้ก็เกิดขึ้นมาจากชิปเซตบางรุ่นของ Intel และผู้ผลิตชิปเซตรายอื่นที่อยู่ในยุคเริ่ม ๆ ของ Pentium ได้ใส่ชิปแสดงผลไว้เป็นส่วนหนึ่งชิปนอร์ธบริดจ์ด้วย ทำให้เมนบอร์ดรุ่นนี้มีการ์ดแสดงผลมาด้วยในตัวจึงเป็นที่มาของคำว่า Onboard Graphics นั่นเอง แต่ว่ากราฟิกเหล่านี้ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงนัก แต่ก็สามารถใช้งานทั่วไปได้ดีและเป็นที่นิยมอย่างมากของพีซีที่นำไปใช้ในสำนักงานเพราะไม่ต้องเสียเงินซื้อกราฟิกการ์ดเพิ่มเติมนั่นเอง

แพลตฟอร์มในลักษณะนี้เราเรียกกันว่า “3 Chip Platform” เพราะมีชิปหลัก ๆ อยู่สามส่วนในระบบคือ “ซีพียู” “นอร์ธบริดจ์” และ “เซาธ์บริดจ์” แต่ในยุคปัจจุบันซีพียูที่เราใช้ เช่น Intel Core i7/i5/i3 รวมไปถึง AMD Ryzen จะเป็นระบบแบบ “2 Chip Platform” คือมี “ซีพียู” กับชิป “เซาธ์บริจด์” เท่านั้น ซึ่งเดี๋ยวเราจะพูดต่อไป

อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่าในระบบ 3 Chip Platform มีจุดอ่อนตรงที่การเข้าถึงข้อมูลจะต้องทำงานผ่านทางชิปเซตซึ่งไม่สะดวกเลย และยิ่งไม่สะดวกหนักขึ้นเมื่อซีพียูรุ่นใหม่มีความเร็วในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นและต้องการเข้าถึงข้อมูลหรือประมวลผลร่วมกับกราฟิกการ์ดเพิ่มขึ้นทาง Intel จึงได้ออกแบบให้ซีพียูรุ่นใหม่ ๆ มีส่วนที่เชื่อมต่อกับหน่วยความจำและนำกราฟิกชิปมารวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของซีพียูด้วยเลยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของระบบอย่างมาก จนทำให้เหลือแค่ “2 Chip Platform” ดังภาพต่อไปนี้

Intel Z270 Block Diagram

นี่คือแพลตฟอร์มของ Intel ที่เป็นการทำงานร่วมกับระหว่างซีพียูคอร์เจนเนอร์เรชันที่ 7 และชิปเซต Z200 Series เราจะเห็นได้ว่าการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ทำงานด้วยความเร็วสูงอย่างเช่นหน่วยความจำและกราฟิกการ์ดถูกควบคุมผ่านตัวซีพียูโดยตรง รวมไปถึงมีการรวมส่วนที่เป็นกราฟิกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในซีพียูด้วยเลย

มาดูทางฝั่ง AMD กันสักเล็กน้อยครับ ในแฟลตฟอร์มของ AMD เช่นซีพียู FX 8000 Series (Socket AM3+) เองก็เป็นแบบ 3 Chip Platform มาก่อน แต่ว่าตอนนี้ก็ได้ถูกปรับปรุงมาเป็นแบบ 2 Chip เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

จริง ๆ เรามีอยากจะพูดเรื่องชิปเซตอีกมายมายและลงรายละเอียดมากกว่านี้ครับ แต่มันอาจจะยาวเกินไปเพราะวัตถุประสงค์หลักของเราคือพูดถึงการใช้งานโปรแกรม CPU-Z เท่านั้น แต่ที่ขยายความออกมานี้ก็เพื่อให้มองเห็นภาพโดยรวมมากขึ้นจากการอ่านค่าต่าง ๆ จากหน้าจอของโปรแกรมครับ

CPU-Z: แท็บ MEMORY

ในแท็บ Memory ก็จะมีการแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนหลัก ๆ ได้แก่ General ที่ใช้บอกข้อมูลทั่วไปของหน่วยความจำ และส่วนของ Timings ซึ่งเป็นข้อมูลโดยละเอียดของค่า Timing หรือคาบเวลาในการทำงานของหน่วยความจำครับ

CPU-Z, Memory
Memory: General (ข้อมูลทั่วไปของหน่วยความจำ)
  • Type: ชนิดของหน่วยความจำที่ใช้ ในตัวอย่างนี้เป็นหน่วยความจำแบบ DDR4 (หรือแสดงเป็นค่าอื่น ๆ ตามชนิดของหน่วยความจำที่ใช้ DDR, DDR2, DDR3, SDRAM)
  • Size: รวมขนาดของหน่วยความจำทั้งหมดที่ติดตั้ง ในตัวอย่างนี้เราใช้หน่วยความจำ 8GB จำนวนสองโมดูลรวมแล้วจึงได้เป็น 16GB
  • Channel #: หมายถึงจำนวนช่องทางที่ซีพียูหรือชิปเซตเชื่อมต่อกับหน่วยความจำ ถ้าเป็นซีพียูรุ่นเก่า ๆ ตัวควบคุมหน่วยความจำจะอยู่ในชิปเซต แต่ถ้าเป็นซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ตัวควบคุมหน่วยความจำจะถูกรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของซีพียูด้วยเลย สำหรับจำนวนช่องทางการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำในซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ก็จะมีทั้งแบบ Single Channel, Dual Channel, Triple Channel และ Quad Channel ซึ่งหมายถึง 1, 2, 3 และ 4 ช่องทางนั่นเอง ยิ่งมีช่องทางในการเข้าถึงหน่วยความจำมากก็จะทำให้มีแบนด์วิดธ์หรือความกว้างของช่องทางมากขึ้น ทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
  • DC Mode: ในช่อง DC Mode ถ้าไม่แสดงหรือเป็นสีเทาก็หมายถึงหน่วยความจำทำงานในแบบ Unganged Mode โหมดนี้จะเหมาะกับงานในลักษณะของ Multi-Threaded ส่วน Ganged Mode จะเหมาะกับแอปพลิเคชันที่ทำงานในแบบ Single-Threaded สำหรับ DC Mode นี้เป็นการออกแบบการเข้าถึงข้อมูลในหน่วยความจำของ AMD ในยุคของ Phenom X4 ซึ่งปรับแต่งค่าตรงนี้จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับหน่วยความจำอย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติแล้วต้องบอกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นก็เริ่มมีการทำงานแบบ Multi-Thread, Multi-Task กันหมดแล้วทำให้ค่าปกติของ DC Mode ถูกกำหนดมาเป็นแบบ Unganged Mode เป็นหลัก และในปัจจุบันเราไม่มีการพูดถึงฟังก์ชันนี้กันแล้วครับเนื่องจากแบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำมีมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานของซีพียูเองก็สูงขึ้นมาก รวมไปถึงตัวระบบปฏิบัติการอย่างวินโดวส์เองก็สามารถทำงานกับฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ของซีพียูได้ดีขึ้นนั่นเอง
  • NB Frequency: “NB” นี้เป็นคำย่อของคำว่า North Bridge ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของชิปเซต เราเคยเล่าเรื่องชิปเซตไว้อย่างละเอียดพอสมควรแล้วใน “The Beginner’s Guide: CPU-Z มีแล้ว ดูยังไง ตอนที่ 3 – เมนบอร์ดและชิปเซต” ย้อนไปอ่านกันได้ ดังนั้น NB Frequency จึงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากความเร็วของชิปนอร์ธบริจด์นั่นเอง แต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะถ้าเราพูดถึงซีพียูรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นของเอเอ็มดีหรืออินเทลก็ตามซึ่งเป็นซีพียูที่ได้รวมส่วนที่เป็นนอร์ธบริจด์มาไว้ในตัวด้วย ตรง NB Frequency นี้จะหมายถึงความเร็วของส่วนที่เรียกกว่า Uncore คือส่วนที่ไม่ใช่คอร์ประมวลผลของซีพียูครับ เช่นในซีพียูของอินเทลที่มีความเร็ว 3.9GHz นั่นเป็นความเร็วเฉพาะในส่วนของคอร์ประมวลผลเท่านั้น แต่ว่าส่วนอื่น ๆ เช่นตัวควบคุมหน่วยความจำ ส่วนควบคุมการทำงานของ PCIe อาจจะทำงานที่ความเร็วเพียง 3GHz ก็ได้ (หรือแม้กระทั่งในส่วนคอร์ประมวลผลเองในหน่วยการทำงานต่าง ๆ ก็อาจจะทำงานที่ความเร็วไม่เท่ากันได้) สำหรับในรูปตัวอย่างนี้ที่เรานำมาจากซีพียู Ryzen 7 1700 (ความเร็ว 3GHz/3.7GHz) ที่มีการโอเวอร์คล็อกหน่วยความจำให้ทำงานที่ความเร็ว 1631.1MHz (DDR 3262.2MHz) ซึ่งสถาปัตยกรรมของ Ryzen นั้นส่วนที่เป็น Uncore จะทำงานตามความเร็วของหน่วยความจำ ทำให้ตัวเลขในช่อง NB Frequency แสดงออกมาเป็น 1631.1MHz เช่นเดียวกับค่า DRAM Frequency ซึ่งเป็นค่าที่เราจะพูดถึงต่อไป
Memory: Timings (ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหน่วยความจำในส่วนที่เป็นเรื่องของคาบเวลา)
CPU Z AMD Tab Memory 2
  • DRAM Frequency: คือความเร็วของสัญญาณนาฬิกาที่หน่วยความจำทำงาน มีหน่วยเป็น MHz ในตัวอย่างนี้หน่วยความจำทำงานที่ความเร็ว 1631.1MHz ซึ่งเป็นค่าที่ถูกโอเวอร์คล็อกเพิ่มมาเล็กน้อย เพราะปกติหน่วยความจำรุ่นนี้ทำงานที่ความเร็ว 1600MHz หรือถ้าคิดแบบ DDR – Double Data Rate ก็คือ 3200MHz ตามปกติเรามักจะเรียกค่า DRAM Frequency ว่าเป็นความเร็วในการทำงานของหน่วยความจำ แต่เราจะพูดถึงความเร็วในแง่ของประสิทธิภาพในการทำงานค่า DRAM Frequency นั้นคงไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดต้องดูค่าการทำงานอื่น ๆ ประกอบด้วย
  • FSB:DRAM: ใช้แสดงค่าอัตราส่วนระหว่างความเร็วของ FSB กับความเร็วของ DRAM หรือความเร็วของหน่วยความจำ เช่นในตัวอย่างนี้ความเร็วของหน่วยความจำจะสูงเป็น 16 เท่า หรือนำความเร็วพื้นฐานของ FSB (Base Clock) มาคูณด้วย 16 เพื่อให้มีความเร็วประมาณ 1600MHz หรือได้ความเร็วที่ 3200MHz นั่นเอง แต่ว่าในตัวอย่างนี้เราได้ทำการปรับค่า FSB ไปที่ประมาณ 102MHz เพื่อโอเวอร์คล็อกซีพียู ทำให้เมื่อคูณด้วย 16 แล้วทำให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1632MHz (แสดงจริงเป็น 1631.1MHz) อย่างไรก็ตามอัตราส่วนตรงนี้ ก็จะแตกต่างกันไปตามรุ่นของซีพียูหรือตามสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มที่เราใช้ เช่นซีพียูบางรุ่นใช้ FSB ที่ 133MHz เมื่อทำงานร่วมกับหน่วยความจำความเร็ว 2400MHz อัตราส่วนตรงนี้ก็จะเป็น 1:18
  • CAS# Latency (CL): ชื่อเต็ม ๆ ของส่วนนี้ก็คือ CAS Latency Time ส่วนคำว่านั้น CAS ก็ย่อมากจากคำว่าอีกที Column Address Strobe หรือ Column Address Select และบางทีก็มีการเรียกกันในชื่ออื่นเช่น CAS Timing Delay, CAS คือจำนวนวงรอบของสัญญาณนาฬิกา (หรือ Ticks ซึ่งย่อเป็น t ซึ่งเราจะได้เห็นในคำย่ออื่น ๆ อีก) ระหว่างการส่งคำสั่ง READ จนเมื่อมีข้อมูลส่งมาถึงบัสข้อมูล เราอาจมองว่าการทำงานของแรมนั้นเหมือนกับตารางใน Excel และความล่าช้าหรือ CAS Latency จะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงคอลัมน์ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่าการเปลี่ยนแถว หรืออาจจะอธิบายได้อีกแบบว่า CAS Latency คือจำนวนของสัญญาณนาฬิกาที่เริ่มจากส่วนตำแหน่งการเก็บข้อมูลของคอลัมน์ไปจนถึงการที่ข้อมูลเดินทางเข้าไปยัง Output Register ก็ได้ ค่า CL ของหน่วยความจำนั้นยิ่งน้อยก็ยิ่งดีเพราะถือว่ามีการหน่วงเวลาที่น้อย
  • RAS# to CAS# Delay (tRCD): tRCD ย่อมาจาก RAS to CAS Delay ซึ่งเป็นระยะเวลาการรอสัญญาณจาก RAS (Row Address Strobe) ถึง CAS หมายถึงช่วงเวลาระหว่างการติดต่อกับ RAS และ CAS นั่นเอง เช่น ความล่าช้าระหว่างการเรียกใช้เมมโมรีแบงก์ชุดหนึ่งไปจนถึงเมื่อมีคำสั่งอ่านหรือเขียนส่งไปยังแบงก์นั้น ให้คุณผู้อ่านนึกถึงตารางของ Excel ที่มีตัวอักษรอยู่ด้านบนและตัวเลขด้านซ้ายเอาไว้ โดยตัวเลขด้านซ้ายเป็นตัวแทนของแถวและตัวอักษรด้านบนเป็นตัวแทนของคอลัมน์ มันก็จะเหมือนกับระยะเวลาที่คุณใช้เลื่อนตัวชี้ตำแหน่งไปยังแถว 20 และย้ายไปถึงคอลัมน์ที่ 10 (คอลัมน์ J ใน excel) ก็คือ RAS ไปถึง CAS นั่นเอง
  • RAS# Percharge (tRP): tRP ย่อมาจากคำว่า RAS Precharge Delay เป็นความเร็วหรือช่วงเวลาที่ DRAM ใช้สำหรับการยกเลิกการติดต่อกับข้อมูลแถวหนึ่งแล้วไปเริ่มแถวใหม่ หรือการเปลี่ยนเมมโมรีแบงก์ (Memory Bank)
  • Cycle Time (tRAS): tRAS ย่อมาจาก Active to Precharge หรือ Active Precharge Delay เป็นค่าที่ใช้สำหรับควบคุมความล่าช้าระหว่างคำสั่งเริ่มทำงาน และโดยพื้นฐานแล้ว Precharge คือค่าที่บอกเราว่าต้องใช้เวลามากน้อยขนาดไหนกว่าที่คำสั่งเริ่มต้นทำงานจะเริ่มกันได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้มีผลกระทบต่อเวลาในการเริ่มต้นทำงานของแถวที่คุณต้องให้ความสำคัญเมื่อหน่วยความจำทำงานไปถึงคอลัมน์สุดท้ายของแถวใดแถวหนึ่ง หรือเมื่อมีการเรียกใช้ตำแหน่งของหน่วยความจำที่ต่างออกไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
  • Bank Cycle Time (tRC): tRC ย่อมาจาก Row Cycle หรือบางครั้งก็เรียกว่า tRFC (Row Refresh Cycle), tRC นี้เป็นช่วงเวลาต่ำสุดระหว่างคำสั่งใหม่ที่มาแทนของเก่าในแบงก์เดียวกัน
  • Command Rate (CR): เวลาที่ใช้ระหว่างชิปหน่วยความจำที่เปิดใช้งานและเมื่อคำสั่งแรกถูกส่งไปยังหน่วยความจำ บางครั้งค่านี้จะไม่ถูกประกาศ โดยปกติจะเป็น T1 (1 clock cycle) หรือ T2 (2 clock cycles)
  • DRAM Idle Timer: เป็นการตั้งค่าของคาบเวลาใน BIOS ให้อยู่ในสภาวะหยุดทำงานก่อนที่จะเริ่มการทำงาน เป็นการตั้งเวลาหน่วงเพื่อให้ตัวควบคุมหน่วยความจำที่อยู่บนเมนบอร์ด (ชิปเซต) ทำงานร่วมกับ Control Logic ที่อยู่บนหน่วยความจำ คุณสมบัตินี้จะอยู่ในฮาร์ดแวร์รุ่นเก่า ๆ แต่ในปัจจุบันไม่ต้องกำหนดค่านี้แล้ว
  • Total CAS# (tRDRAM): ค่าเดียวกันกับ CL หรือ CAS Latency Time (แสดงกับหน่วยความจำในบางแพลตฟอร์ม)
  • Row to Column (tRCD): ค่าเดียวกันกับ RAS# to CAS# Delay (ใช้กับหน่วยความจำในบางแพลตฟอร์ม)

— ปวดหัวเรื่อง Memory Timing เหรอ…พักก่อนได้ —

เรื่องของ Memory Timing ของหน่วยความจำนั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่าสับสนก็ใช่ ถ้าจะให้เข้าใจแบบง่ายสุดก็ให้นึกถึงการจราจรครับ ที่ประกอบไปด้วย ถนน และยานพาหนะต่าง ๆ (ขอเรียกรวม ๆ ว่ารถก็แล้วกันนะครับ) ถนนก็เหมือนกับเส้นทางเดินของข้อมูลส่วนรถก็คือตัวข้อมูลที่จะต้องเดินทางไปยังเป้าหมาย ลองนึกถึงถนนที่เต็มไปด้วยทางแยก ทางร่วมต่าง ๆ ถ้าเราปล่อยให้เดินรถโดยไม่มีกติกาอะไรเลยคงชนกันพังพินาศไปหมด ทางแก้ก็คือใช้สัญญาณไฟจราจรและเครื่องหมายจราจรที่คอยกำกับว่าจะให้รถเส้นทางไหนไปก่อนไปหลังตามจังหวะสัญญาณไฟจราจรและเดินรถไปตามเครื่องหมายจราจร ระบบ Memory Timing ของหน่วยความจำก็ทำหน้าที่แบบนั้นนั่นแหละครับ –

ที่เราพูดเกี่ยวกับ Memory Timing นั้นคือเรื่องราวที่ออกจะหนักไปสักหน่อย แต่เวลาเราไปเลือกซื้อหน่วยความจำจริง ๆ เราไม่จำเป็นต้องดูละเอียดมากขนาดนั้น เราก็ดูแค่ชนิดของหน่วยความจำที่ต้องการใช้, ความจุ, ความเร็วในการทำงาน และค่า CL ที่ระบุไว้บนกล่องก็พอแล้ว โดยมากจะเขียนมาประมาณนี้ “Corsair Vengeance LPX 16GB (1x16GB) DDR4 DRAM 3000MHz C15 Memory” และถ้าละเอียดหน่อยก็จะมีค่า CL เพิ่มเติมมาให้แบบนี้ CL 15-15-15-36 ซึ่งตัวเลขทั้ง 4 ที่ระบุมานี้ก็คือค่า CL, tRCD, tRP และ tRAS โดย 4 ค่านี้จะเป็นคาบเวลาหลักที่ส่งผลต่อการทำงานของหน่วยความจำครับ (ค่าอื่น ๆ จะมีการอ้างอิงจากค่าหลักทั้ง 4 ส่วนนี้) เราขอยกตัวอย่างโดยใช้กราฟการทำงานของค่า CL ง่าย ๆ อย่าง CL 3-3-3-10 นะครับ

memory timing sample

จากรูปด้านบนเป็นการแสดงถึงขั้นตอนการอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำ (อย่างง่าย) โดยมีรูปของสัญญาณควบคุมการทำงานอยู่ 4 ส่วนด้วยกันคือ Clock หรือสัญญาณนาฬิกาที่เป็นตัวอ้างอิงในการทำงาน สองคือสัญญาณคำสั่ง Command สามคือสัญญาณ RAS และสี่คือสัญญาณ CAS ส่วนสุดท้ายคือข้อมูลออก Data Out

จะเห็นได้ว่าก่อนเริ่มทำงานจะมีสัญญาณ Precharge ส่งออกมาก่อนเพื่อเป็นการบอกถึงจุดเริ่มต้นของวงรอบในการทำงานของหน่วยความจำ จากนั้นก็มีการรอสัญญาณ tRP (หรือ RAS) ไป 3 Clock จึงมีคำสั่ง Active เพื่อให้พร้อมสำหรับการอ่าน จากนั้นก็รออีก 3 Clock คือช่วงของ tRCD (หรือ RAS to CAS Delay) จากนั้นก็มีคำสั่งการอ่านข้อมูล (Read) ออกมา และจากคำสั่ง Read ก็ใช้เวลาอีก 3 Clock ซึ่งเป็นช่วงเวลาของ CL (หรือ CAS Latency) นั่นเอง นั่นจึงทำให้เป็นที่มาว่า CL ยิ่งน้อยก็ยิ่งดีเพราะใช้เวลารอคอยน้อยนั่นเอง แต่ต้องเทียบกับความเร็วในการทำงานที่เท่ากันด้วยนะ ทีนี้เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะต้องมีวงรอบใหม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องให้หมดรอบของสัญญาณ tRAS จำนวน 10 Clock ก่อน แต่ว่าเป็นการเริ่มนับจากสัญญาณในจังหวะ Active นะ ช่วงเวลานี้จึงมีชื่อว่า tRCD หรือ Active to Precharge Delay ก็หวังว่าน่าจะทำให้เข้าใจการทำงานของหน่วยความจำเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้วนะครับ 

ป.ล. รูปสัญญาณตัวอย่างด้านบนนั้นถือว่าเรียบง่ายมากครับเพราะใช้อธิบายเป็นตัวอย่าง แต่ถ้าเป็นรูปแบบของสัญญาณการทำงานจริงจะเป็นลักษณะตามภาพด้านล่างครับ (ซึ่งก็เป็นเพียงหนึ่งรูปของหนึ่งในฟังก์ชันการทำงานเท่านั้น)

sdram timing diagram

CPU-Z: แท็บ SPD

SPD ย่อมาจากคำว่า Serial Presence Detect เป็นข้อมูลของคุณสมบัติทางด้านเทคนิคของโมดูลหน่วยความจำที่ถูกเก็บไว้ในโมดูลหน่วยความจำแต่ละโมดูล ดังนั้นข้อมูลในโมดูลหรือแผงหน่วยความจำที่เราติดตั้งลงไปบนเมนบอร์ดจะมีข้อมูลเฉพาะเป็นของตัวเองครับ

CPU Z AMD Tab SPD

ในแท็บ SPD แบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนคือ Memory Slot Selection และ Timing Table ในส่วนของ Memory Slot Selection ก็จะมีจะมีลิสต์ให้เลือก Slot number หรือหมายเลขของสล๊อตที่ติดตั้งหน่วยความจำบนเมนบอร์ด ซึ่งจำนวนของ Slot number ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนสล๊อตของหน่วยความจำบนเมนบอร์ด ซึ่งก็จะมี 1 สล๊อต 2 สล๊อต 4 สล๊อต และ 8 สล๊อต สำหรับเมนบอร์ดในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปจนถึงผู้ใช้ระดับมืออาชีพ แต่ถ้าเป็นเมนบอร์ดในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์จำนวนสล๊อตสำหรับติดตั้งหน่วยความจำก็อาจจะมีมากกว่านี้ และเมื่อเราเลือก Slot number แล้วโปรแกรมก็จะไปอ่านค่าคุณสมบัติของหน่วยความจำที่ติดตั้งอยู่ในสล๊อตหมายเลขนั้นขึ้นมาให้เราทราบ โดยค่าที่แสดงออกมานี้นี้จะมาจากชิป SPD ที่อยู่ในโมดูลของหน่วยความจำนั่นเองครับ

Memory Slot Selection –
  • Slot #n: หมายเลขของสล๊อตที่ใช้ติดตั้งหน่วยความจำ เช่น Slot #1 Slot #2 และจำนวนของสล๊อตที่ใช้ติดตั้งหน่วยความจำจะมีจำนวนกี่สล๊อตนั้นก็ขึ้นอยู่กับรุ่นของเมนบอร์ด
  • Module Size: ขนาดความจุของหน่วยความจำ ในตัวอย่างนี้คือ 8192 MBytes (Megabyte) หรือ 8GB (Gigabyte)
  • Max Bandwidth: ตามปกติจะบอกเป็นค่าแบนด์วิดสูงสุดที่หน่วยความจำรองรับ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นช่องที่ใช้ระบุทั้งข้อมูลของชนิดหน่วยความจำที่ใช้ และความเร็วในการทำงานของหน่วยความจำ ในตัวอย่างนี้คือ DDR4-2400 (1200MHz) ซึ่งหมายถึงหน่วยความจำแบบ DDR4 ทำงานด้วยความเร็วของสัญญาณนาฬิกาที่ 1200MHz หรือคิดแบบ Double Data Rate (x2) ก็คือ 2400
  • Manufacturer: ข้อมูลของบริษัทผู้ผลิตโมดูลหน่วยความจำ ในตัวอย่างนี้คือ Apacer Technology (ไม่ได้หมายถึงผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ – แต่บางครั้งผู้ผลิตชิปหน่วยความจำก็ผลิตโมดูลหน่วยความจำด้วย เช่น Samsung, Micron)
  • Part Number: หมายเลขรุ่นของผลิตภัณฑ์ (ถ้าเป็นหน่วยความจำรุ่นเดียวกันข้อมูลตรงส่วนนี้จะเหมือนกัน)
  • Serial Number: หมายเลขประจำตัวของผลิตภัณฑ์ (แม้เป็นหน่วยความจำรุ่นเดียวกันแต่ข้อมูลตรงนี้จะต่างกันแม้ว่าเป็นหน่วยความจำที่ขายพร้อมกันเป็นชุด 2 โมดูล หรือ 4 โมดูล ก็ตาม)
  • Correction: แสดงค่าเมื่อเป็นหน่วยความจำที่รองรับ ECC (Error Correcting Code หรือ Error Checking & Correction) เป็นหน่วยความจำที่มีการเพิ่มการตรวจความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งต้องทำงานร่วมกับตัวควบคมหน่วยความจำที่รองรับการทำงานแบบ ECC ด้วยเช่นกัน ปกติมักจะใช้กับซีพียูในระดับเวิร์คสเตชันหรือเซิร์ฟเวอร์ เช่นซีพียู Xeon ของ Intel เป็นต้น
  • Registered: เป็นโมดูลหน่วยความจำชนิดหนึ่ง ที่มีบัฟเฟอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่า Register โมดูลที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบความเหมาะสมในการจัดการขอมูล และตามปกติหน่วยความจำแบบนี้จะใช้งานอยู่ในระบบที่มีความซับซ้อนอย่างเช่นในเซิร์ฟเวอร์ และตัวของแพลตฟอร์มเองก็ต้องรองรับหน่วยความจำในลักษณะนี้ด้วย
  • Ranks: หรือ Memory Rank ในที่นี้หมายถึงการจัดชุดของชิปหน่วยความจำที่ใช้ให้มีความสัมพันธ์กับจำนวนบิตในการเข้าถึงข้อมูล เช่น ในระบบของเราเชื่อมต่อกับหน่วยความจำด้วยความกว้างแบบ 64 บิต ทางผู้ผลิตหน่วยความจำอาจจะเลือกใช้หน่วยความจำแบบ 32 บิต สองชุดมาต่อกันเพื่อทำให้เป็นบัสแบบ 64 บิต แบบนี้ก็จะเรียกว่าเป็น Dual Rank, หรือถ้าใช้ชิปหน่วยความจำที่มีความกว้างแบบ 64 บิต เลยก็จะเรียกเป็น Single Rank เป็นต้น ซึ่งค่าในช่องนี้สามารถแสดงได้เป็น Single, Dual, Quad และ Octal Rank
  • SPD Ext.: ข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งในตอนนี้มักจะเป็นข้อมูลที่ใช้ระบุถึงการรองรับคุณสมบัติ XMP (อธิบายเพิ่มภายหลัง)
  • Week/Year: สัปดาห์ และปีที่ผลิต
Timings Table –

(เนื่องจากข้อมูลในส่วนของ Timing Table มีหลายส่วนที่เป็นค่าเดียวกันกับ Timing ในแท็บ Memory จึงไม่ขออธิบายเพิ่มเติม)

  • Frequency: ความถี่ของสัญญาณนาฬิกาหรือ Clock Speed ที่หน่วยความจำใช้ทำงาน และโดยทั่วไปแล้วหน่วยความจำแต่ละรุ่นสามารถรองรับความเร็วของสัญญาณนาฬิกาได้หลายระดับ ในตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่ามีการแสดงตัวเลขของ Frequency ไว้ถึง 4 ค่าด้วยกัน 1163MHz, 1200MHz, 1200MHz (มีค่าเวลาที่ต่างไปจากช่องแรก) และ 1600MHz
  • CAS# Latency: ดูรายละเอียดในหัวข้อ CAS# Latency (CL):
  • RAS# to CAS#: ดูรายละเอียดในหัวข้อ RAS# to CAS# Delay (tRCD):
  • RAS# Precharge: ดูรายละเอียดในหัวข้อ RAS# Percharge (tRP):
  • tRAS: ดูรายละเอียดในหัวข้อ Cycle Time (tRAS):
  • tRC: ดูรายละเอียดในหัวข้อ Bank Cycle Time (tRC):
  • Command Rate: คือเป็นวงรอบของสัญญาณนาฬิกา เป็นช่วงเวลาระหว่างการยืนยันการเลือกชิปของหน่วยความจำและการส่งคำสั่ง ที่ส่งไปให้กับหน่วยความจำค่าปกติก็คือ 1T (หนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา) และ 2T (สองรอบสัญญาณนาฬิกา)
  • Voltage: ค่าแรงดันไฟฟ้าที่ใช้กับหน่วยความจำ

ย้อนกลับไปดูในส่วนของ Timing Table อีกครั้งเราจะเห็นได้ว่ารายการต่าง ๆ ที่เราอธิบายไปเมื่อสักครู่นี้จะมีการแบ่งออกเป็นช่องย่อย ๆ ด้วยกัน 4 ช่อง โดยมีข้อความกำกับไว้ทางด้านบนได้แก่ JEDEC #7, JEDEC #8, JEDEC #9 และ XMP-3200

CPU Z AMD Tab JEDEC XMP

ข้อมูลทั้ง 4 ช่องนั้นจะถูกเก็บไว้ในชิปตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า SPD ที่อยู่ในโมดูลของหน่วยความจำครับ ซึ่งค่าเหล่านี้คือโปรไฟล์การทำงานของหน่วยความจำครับ เพราะว่าหน่วยความจำแต่ละโมดูลนั้นสามารถรองรับความเร็วในการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่ในระดับร้อย MHz ไปจนถึงระดับพัน MHz และค่าที่แสดงออกมาทั้ง 4 ช่องนี้แท้จริงแล้วเป็น 4 ค่าความเร็วสูงสุดของหน่วยความจำที่รองรับครับ ภายในตัวชิป SPD ยังมีการบรรจุข้อมูล JEDEC #1 – JEDEC #6 เอาไว้ด้วย เพียงแต่โปรแกรม CPU-Z นี้เลือกแสดงเฉพาะ 4 ค่าสูงสุดครับ ส่วนค่า XMP (eXtreme Memory Profile) นี้ถือว่าเป็นโปรไฟล์การทำงานพิเศษที่ถูกออกแบบมาโดยอินเทลครับ ดังนั้นอย่าแปลกใจที่บางครั้งเราไม่สามารถตั้งค่าหน่วยความจำ XMP ได้บนเมนบอร์ดที่ใช้ซีพียู AMD โดยเฉพาะซีพียู Ryzen

ส่วนคำว่า JEDEC นั้นเป็นชื่อย่อของหน่วยงานผู้กำหนดมาตรฐานหน่วยความจำครับ ชื่อเต็ม ๆ คือ Joint Electron Device Engineering Council การกำหนดมาตรฐานกลางนี้ ช่วยให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้งานหน่วยความจำสามารถผลิตและนำหน่วยความจำมาใช้งานร่วมกันได้ง่ายขึ้นครับ

CPU-Z: แท็บ Graphics

แท็บ Graphics ใช้สำหรับแสดงข้อมูลของกราฟิกการ์ดที่เราใช้งานอยู่ในขณะนั้น ในกรณีที่เครื่องของเราติดตั้งกราฟิกการ์ดไว้มากกว่าหนึ่งการ์ดก็สามารถเลือกดูข้อมูลได้ แต่ว่าข้อมูลของกราฟิกการ์ดที่ได้นั้นจะไม่ละเอียดเหมือนกับโปรแกรมเฉพาะทางอย่าง GPU-Z (อ่านการใช้งาน GPU-Z) ไปดูกันครับว่าในแท็บ Graphics บอกข้อมูลอะไรกับเราได้บ้าง

CPU Z 181 06

ในแท็บ Graphics จะแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือ Display Device Selection มีไว้สำหรับเลือกดูข้อมูลของกราฟิกการ์ดในกรณีที่เราติดตั้งกราฟิกการ์ดไว้มากกว่าหนึ่งการ์ด ในตัวอย่างนี้กราฟิกการ์ดที่เราใช้คือ NVIDIA GeForce GTX 980

ส่วนที่สองคือ GPU จะเป็นการบอกรายละเอียดของตัวกราฟิกชิปที่อยู่ในกราฟิกการ์ด ประกอบไปด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

  • Name: บอกชื่อรุ่นของกราฟิกชิปที่ใช้ ในตัวอย่างนี้คือ NVIDIA GeForce GTX 980
  • Board Manuf.: บอกข้อมูลของโรงงานผู้ผลิตกราฟิกการ์ด บางครั้งก็จะแสดงเป็นชื่อขอบบริษัท บางครั้งก็จะแสดงเป็นเลขรหัสของผู้ผลิต ในตัวอย่างนี้กราฟิกการ์ดของเราเป็นแบรนด์ของทาง NVIDIA โดยตรง ซึ่งเป็นการว่าจ้างผลิตมาอีกทอดหนึ่งแต่มีการควบคุมโดย NVIDIA ชื่อของผู้ผลิตจึงถูกระบุเป็นรหัสเฉพาะ
  • Code Name: เป็นชื่อรหัส หรือชื่อของสถาปัตยกรรมกราฟิกชิปที่ใช้ ในตัวอย่างนี้คือ GM204 เป็นกราฟิกชิปที่ใช้สถาปัตยกรรม Maxwell ของ NVIDIA
  • Revision: คือเวอร์ชันหรือรุ่นของการผลิตชิป
  • Technology: บ่งบอกขนาดของเทคโนโลยีในการผลิตกราฟิกชิปตัวอย่างนี้ขนาดของเทคโนโลยีในการผลิตคือ 28 นาโนเมตร

ส่วนที่สาม Clock จะบอกข้อมูลของสัญญาณนาฬิกาของส่วนต่าง ๆ ได้แก่

  • Core: ความเร็วในการประมวลผลของคอร์ซีพียู (ส่วนใหญ่) ความเร็วมีหน่วยเป็น MHz แต่ค่าความเร็วในช่องนี้จะมีการแปรผันกันไปตามลักษณะการทำงานของกราฟิกการ์ดแต่ละรุ่น กราฟิกการ์ดบางรุ่นทำงานคงที่ด้วยคล็อกสปีดเดียว กราฟิกการ์ดบางรุ่นสามารถปรับเปลี่ยนความเร็วในการทำงานได้ ในตัวอย่างนี้กราฟิกชิป GTX 980 ปรับลดความเร็วในการทำงานลงมาอยู่ที่ระดับ 135MHz เนื่องจากไม่มีการใช้งานโหลดทางด้านกราฟิก
  • Shader: กราฟิกการ์ดบางรุ่นจะมีความเร็วในการทำงานของ Shader และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ไม่เท่ากัน ข้อมูลตรงนี้ก็จะมีการแสดงแยกกันออกมา แต่สำหรับกราฟิกการ์ด GTX 980 ของเราไม่มีการแบ่งแยกตรงส่วนนี้จึงไม่มีการแสดง
  • Memory: ความเร็วของหน่วยความจำที่ใช้ในการแสดงผลของกราฟิกการ์ด ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของกราฟิกการ์ด และขึ้นอยู่กับผู้ผลิตด้วยว่าจะเลือกใช้งานหน่วยความจำที่มีความเร็วมากน้อยขนาดไหน รวมไปถึงกราฟิกการ์ดบางรุ่นก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนความเร็วในการทำงานของหน่วยความจำเพื่อประหยัดพลังงานและลดความร้อนไปด้วยในตัว

ส่วนที่สี่ Memory แสดงขนาดและชนิดของหน่วยความจำ ประกอบด้วย

  • Size: ขนาดความจำของหน่วยความจำที่อยู่บนกราฟิกการ์ด ในตัวอย่างนี้คือ 4096 MByte หรือ 4GB
  • Type: บอกชนิดของหน่วยความจำที่ใช้ ในตัวอย่างนี้กราฟิกการ์ดของเราใช้หน่วยความจำแบบ GDDR5 ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่ออกแบบมาสำหรับกราฟิกการ์ดโดยเฉพาะ
  • Bus Width: บอกถึงความกว้างของบัสหน่วยความจำที่ใช้มีหน่วยเป็นบิต ในการ์ดตัวอย่างของเราไม่ได้ระบุข้อมูลตรงนี้มาให้

CPU-Z: แท็บ Bench

แท็บ Bench หรือ Benchmark นี่เป็นแท็บที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ใช้สำหรับทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของซีพียูแบบเบื้องต้น โดยสามารถเปรียบเทียบผลทดสอบของซีพียูที่เรากำลังใช้งานอยู่กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ของ CPU-Z ได้

CPU Z 181 07

การทดสอบก็จะมีอยู่สองส่วนด้วยกันคือ การทดสอบ CPU Single Thread หมายถึงการทดสอบการทำงานของซีพียูเพียงเธรดเดียว หรือคอร์เดียว และการทดสอบ CPU Multi Thread ที่เป็นการทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมของคอร์และเธรดทั้งหมดที่ซีพียูรุ่นนั้น ๆ มี และการทดสอบแบบ Multi Thread เราสามารถคลิกเลือกหรือบังคับจำนวน Threads ที่ต้องการทดสอบได้
และถ้าต้องการเทียบผลการทดสอบซีพียูของเรากับซีพียูรุ่นอื่นก็ทำได้โดยไปเลือกที่ ช่องรายการ Reference แล้วเลือกรายชื่อของซีพียูที่ต้องการ คะแนนของซีพียูที่ต้องการนำมาเทียบก็จะไปแสดงในช่อง Reference ทั้งในส่วนของการทดสอบแบบ Single Thread และ Multi Thread

การทดสอบทำได้โดยการคลิกที่ปุ่มคำสั่ง “Bench CPU” โปรแกรมก็จะทดสอบให้ทั้งในส่วนของ Multi Thread ให้ก่อน แล้วตามด้วยการทดสอบ Single Thread ส่วนปุ่มทดสอบ “Stress CPU” นั้นใช้ทดสอบการทำงานของซีพียูแบบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการหยุดจนกว่าเราจะสั่ง “Stop” สามารถใช้ทดสอบเสถียรภาพในการทำงานของซีพียูได้

ส่วนใครอยากทดสอบประสิทธิภาพของซีพียูแบบออนไลน์โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมสามารถไปใช้งาน CPU BENCHMARK & STRESS TEST ของ QuickPC EXTREME ได้ครับ

CPU-Z: แท็บ About

แท็บนี้จะใช้แสดงข้อมูลของโปรแกรม CPU-Z เอง ว่าเป็นเวอร์ชันอะไรมีการอัปเดตไปเมื่อไหร่ และยังมีการแสดงข้อมูลของเวอร์ชันวินโดวส์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ด้วย ในหน้าจอนี้เราสามารถสร้างรายงานสเปคเครื่องทั้งหมดของเราได้ด้วยการคลิกที่ปุ่ม “Save Report (.TXT)” เพื่อบันทึกเป็นไฟล์ .TXT เพื่อเปิดอ่านได้โดยใช้ Notepad หรือโปรแกรมอื่น ๆ หรือจะสร้างรายงานสเปคเครื่องด้วยการคลิกที่ปุ่ม “Save Report (.HTML)” เพื่อสร้างรายงานที่เป็นไฟล์แบบ .HTML ที่สามารถเปิดอ่านได้จากเว็บเบราเซอร์ทั่วไปและจะมีหน้าตาที่ดูสวยงามกว่า

CPU Z 181 08

นอกจากนี้ยังมีปุ่ม “Validation” เพื่อส่งข้อมูลต่าง ๆ ของซีพียูที่เราใช้ไปยังเว็บไซต์ของผู้พัฒนาโปรแกรมเพื่อเป็นฐานข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการส่งไปจากบรรดานักโอเวอร์คล็อก หรือคนที่ชอบการโอเวอร์คล็อกซีพียู เพื่อแสดงประสิทธิภาพการทำงานของซีพียูที่สูงขึ้นและเหมือนเป็นการบันทึกหลักฐานได้อีกทางหนึ่งว่าเคยโอเวอร์คล็อกซีพียูรุ่นนั้นรุ่นนี้ได้ความเร็วเท่าไร ด้วยเงื่อนไขของฮาร์ดแวร์อะไรบ้าง ก็เป็นการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันไปด้วยในตัว ส่วนปุ่ม “Clock” ก็จะใช้สำหรับแสดงความเร็วของซีพียู หน่วยความจำ และกราฟิกการ์ด ในแบบ real-time

นี่ก็คือทั้งหมดของโปรแกรม CPU-Z ครับ สำหรับเวอร์ชันที่เราใช้ในการเขียนนี้ก็เป็นรุ่น 1.78.1 ซึ่งในวันที่บทความนี่ถูกเผยแพร่ออกไปก็คงจะมีเวอร์ชันใหม่ออกมาแล้ว ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดและความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกไปบ้าง แต่ส่วนหลัก ๆ เราก็คิดว่ายังคงเหมือนกับที่เราได้แนะนำมาครับ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ CPU-Z เมื่อไร เราก็จะมีการมาอัปเดตให้ทราบกันอีกครั้งครับ