Home » ทำงานได้สมาร์ทขึ้นด้วย NVIDIA Studio: เร่งความเร็วแอปพลิเคชันยอดนิยมด้วยพลังของ AI ขั้นสูง

ทำงานได้สมาร์ทขึ้นด้วย NVIDIA Studio: เร่งความเร็วแอปพลิเคชันยอดนิยมด้วยพลังของ AI ขั้นสูง

  • Editor 

AI กลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้งานกันมากขี้นในแอปพลิเคชันสำหรับสายงานของการสร้างคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านภาพนิ่ง หรืองานด้านวิดีโอ ทำให้การสร้างคอนเทนต์ของเรามีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป และการทำงานของแอปพลิเคชันเหล่านี้จะรวดเร็วขึ้นเมื่อทำงานบน NVIDIA RTX GPU และไดรเวอร์ NVIDIA Studio

คุณสมบัติใหม่ของแอปพลิเคชันเหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพ, ลดระยะเวลาในการเรนเดอร์, ลดเวลาในการทำงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ที่ไม่มีความจำเป็น, รวมไปถึงทำงานบางอย่างแทนเราได้เลยโดยอัตโนมัติ ลดเวลาในการทำงานลงไปได้มาก

เทคโนโลยี Super Resolution ของ Adobe ในโปรแกรม Adobe Camera Raw, Lightroom และ Lightroom Classic ที่ช่วยขยายขนาดของภาพโดยไม่สูญเสียรายละเอียดที่กำลังจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ ก็เป็นหนึ่งในบรรดาแอปพลิเคชันที่นำความสามารถทางด้าน AI มาช่วยในการประมวงลผล

รวมไปถึงคุณสมบัติ Neural Engine และเครื่องมือใหม่ที่ชื่อ Magic Mask ที่ช่วยแยกคนออกจากฉากหลังในโปรแกรม DaVinci Resolve 17 ก็เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นได้จากการประมวลผลทางด้าน AI ที่ช่วยให้งานที่มีความซับซ้อนทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

สำหรับคุณสมบัติต่าง ๆ ของแอปพลิเคชันที่ได้กล่าวไปสามารถทำงานร่วมกับกราฟิก NVIDAI RTX ได้แล้ว โดยผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดไดรเวอร์ NVIDIA Studio รุ่นล่าสุดมาติดตั้งเข้าไปเท่านั้น

เข้าสู่โลก AI

มีรายงานของ TSP (Testing Procedure Specification) ออกมาว่า 80% ของงานความคิดสร้างสรรค์มักจะมีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แสนจะน่าเบื่ออย่างการลบฉากหลังออกจากภาพด้วยตัวเอง หรือการปรับแต่งรายละเอียดของวิดีโอด้วยตัวเองทีละเฟรมเพื่อให้ได้งานตามที่ต้องการ

ส่วนผู้สร้างงานแบบ 3D เองก็ต้องใช้เวลาไปไม่น้อยกับการนั่งรอการเรนเดอร์โมเดลที่สร้างขึ้นมาเป็นเวลาหลายนาที หรือบางครั้งอาจจะเป็นชั่วโมง โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานบนแลปท็อปที่มีประสิทธิภาพไม่สูงนัก

…แต่สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปเมื่อมี AI เข้ามา

Technology is Changing Photography: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเรื่องการถ่ายภาพ – วิดีโอนี้มาจาก Ted Forbes จากช่อง The Art of Photography เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการถ่ายภาพ และเขาทำอาชีพนี้มาตลอดชีวิตได้มาพูดถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI, Deep Learning, Machine Learning ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของช่างภาพไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน

Ted ได้พูดถึงคุณสมบัติการทำงานของซอฟต์แวร์ทางด้านการแต่งภาพที่เริ่มมีการนำ AI มาใช้งานกันมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2019 และในปีที่ผ่านมาโปรแกรมระดับมืออาชีพอย่าง Adobe ก็ได้นำคุณสมบัติทางด้าน AI มาใส่ไว้ในแอปพลิเคชันหลายตัว ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่ Ted ได้ใช้งานมาอย่างต่อเนื่องยาวนานและเขาก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงชนิดที่ก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในซอฟต์แวร์เหล่านี้

ไม่เพียงแต่โปรแกรมด้านการถ่ายภาพ แต่ยังรวมไปถึงโปรแกรมที่ใช้ในการตัดต่อวิดีโอก็มีการนำคุณสมบัติด้าน AI มาใช้งานเช่นกัน ช่วยลดงานซับซ้อนที่ต้องมาทำเองแบบเฟรมต่อเฟรม มาเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตที่ต้องการแล้วที่เหลือใช้พลังของ AI เป็นตัวจัดการ เป็นต้น ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้มันช่วยลดระยะเวลาในการทำงานของช่างภาพลงได้อย่างมาก และในบางคุณสมบัติก็ยังช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์งานที่มีความพิเศษขึ้นมาได้อีกด้วย

จากวิดีโอเราจะเห็นได้ว่า AI สามารถเข้ามาช่วยและลดภาระงานที่น่าเบื่อลงไปได้มาก ทำให้นักสร้างคอนเทนต์มีเวลาในการสร้างสรรค์มากขึ้นและใช้เวลาในการทำงานที่น้อยลง และ AI ที่ช่วยเร่งความเร็วในการทำงานก็ช่วยให้บรรดานักสร้างคอนเทนต์รวมไปถึงครีเอทีโฆษณาที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาสามารถส่งงานได้ตามกำหนดเวลาได้ง่ายขึ้น ประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลาที่มีค่า

และในช่วงเวลานี้ราวกับว่าเป็นการเฉลิมฉลองของ AI ในงานสร้างสรรค์ทุกรูปแบบเพราะเหล่าแอปพลิเคชันยอดนิยมที่เรากำลังจะแสดงให้เห็นต่อไปนี้ได้นำ AI เข้ามาช่วยให้ศิลปิน นักสร้างสรรค์ สามารถทำงานศิลปะของพวกเขาได้ง่ายมากขึ้น

กระบวนการปรับแต่งภาพขั้นสูง

เรามาดูสิ่งง่าย ๆ และเป็นพื้นฐานที่ AI สามารถเข้ามาช่วยในการทำงานของช่างภาพและเหล่ากราฟิกดีไซน์ได้ นั่นก็คือเรื่องคุณภาพของภาพ

Enhance Images เป็นคุณสมบัติใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในโปรแกรม Adobe Lightroom ที่ใช้ ML (Machine Learning) เข้ามาช่วยเพิ่มความคมชัด และคุณภาพให้สูงขึ้น แม้จะเป็นงานที่ซับซ้อนที่ต้องใช้เวลาในการประมวลผล แต่ก็ทำงานเร็วกว่าถึง 5 เท่าด้วย GPU ของ NVIDIA

ในวิดีโอนี้แสดงการทำงานของ Super Resolution ที่ถูกใส่เข้ามาในโปรแกรม Adobe Camera Raw และจะมีอยู่ใน Lightroom กับ Lightroom Classic ในเร็ว ๆ นี้ โดยคุณสมบัตินี้จะช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพเมื่อมีการขยายขนาดของภาพให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งตามปกติแล้วการขยายภาพถ่ายที่เป็นการเก็บข้อมูลแบบบิตแมพนั้นจะสูญเสียรายละเอียดเมื่อภาพถูกนำไปขยายให้มีขนาดที่เพิ่มขึ้น เช่นขยายภาพจาก 10 ล้านพิกเซล ไปเป็น 40 ล้านพิกเซล เพื่อใช้ในงานพิมพ์แผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ เป็นต้น

ในภาพตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงให้เห็นการทำงานของคุณสมบัติ Super Resolution ที่ขยายภาพขึ้นมาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย AI โดยไม่เสียรายละเอียด และในขั้นตอนขยายภาพยังประมวลผลได้เร็วขึ้นถึง 27 เท่า เมื่อทำงานบนแลปท็อปที่ใช้กราฟิก NVIDIA GeForce RTX 3070 เทียบกับแลปท็อปที่ใช้การประมวลผลจากกราฟิกที่ติดตั้งมาในตัวซีพียู

ด้านซ้ายเป็นการขยายภาพด้วยเทคนิค Bicubic resampling เทียบกับภาพทางด้านขวาที่ขยายภาพโดยใช้ Super Resolution ที่ประมวลผลด้วย AI

ส่วนใครที่กำลังมองหาเทคนิคใหม่ ๆ ในการทำงานกับ Lightroom สามารถเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมได้จากช่อง “NVIDIA Studio” บน YouTube ซึ่งจะมีการอัปเดตวิดีโอใหม่ในทุกสัปดาห์ ทั้งเรื่องของคุณสมบัติใหม่ รวมถึงเทคนิคในการทำงานต่าง ๆ โดยศิลปินชั้นนำของวงการ ลองคลิกที่นี่เพื่อเข้าไปดูวิดีโอสอนการแต่งภาพโดยใช้โปรแกรม Adobe Lightroom Classic และการใช้คำสั่งชอร์ตคัทสำหรับ Auto Mask, Image Rating และ Opacity

การทำงานแบบอัตโนมัติที่น่าประทับใจ

ตอนนี้ผู้ใช้งานโปรแกรม Adobe Photoshop สามารถใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติทางด้าน AI ในการทำงานให้เห็นผลได้ในแบบทันทีทันใด

ฟิลเตอร์ Neural เป็นหนึ่งในฟิลเตอร์ที่ใช้คุณสมบัติทางด้าน AI ที่ช่วยให้ศิลปินสามารถระเบิดไอเดียและสร้างสรรค์งานที่น่าตื่นเต้นได้ รวมถึงการปรับภาพที่มีความซับซ้อนได้ง่ายภายในไม่กี่วินาที

ด้วยคุณสมบัติ Smart Portrait ใน Photoshop ช่างภาพสามารถปรับแต่งปรับเปลี่ยนใบหน้าของตัวแบบได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการลดริ้วรอย การปรับทิศทางของแสง แม้กระทั่งการปรับทิศทางของใบหน้า รวมไปถึงเรื่องการปรับแต่งตัวแบบให้มีอายุมากขึ้นหรือน้อยลงก็ทำได้ง่ายเพียงตั้งค่าด้วยการเลื่อนตัวเลือกไปทางซ้ายหรือทางขวาเท่านั้นเอง

จากตัวอย่างวิดีโอด้านบนหากลงมือทำด้วยตนเองคงจะต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมงหรืออาจจะเป็นวัน  แต่ AI ช่วยให้งานเหล่านี้ทำได้ง่ายเพียงแค่ปรับเปลี่ยนการตั้งค่าก็สามารถให้ผลการทำงานได้แบบทันทีทันใด

สิ่งนี้ช่วยให้ศิลปินมีความยืดหยุ่นในการทำงานกับภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยลดเวลาในการทำงาน และยังสามารถควบคุมการทำงานได้อย่างเต็มที่ ด้วยเวิร์คโฟลว์ที่ไม่ไปทำลายต้นฉบับ ในขณะเดียวกันฟิลเตอร์และคุณสมบัติใหม่ ๆ ก็ทำงานกับภาพต้นฉบับได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แรงบันดาลในจากการทำงานโดยอัตโนมัติ

ต้องยอมรับความจริงในข้อที่ว่า ถ้าเราใช้เวลาไปกับขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำ ๆ เป็นเวลานานก็มักจะเกิดความเบื่อหน่ายจนในที่สุดก็อาจจะส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน แต่ถ้ากระบวนการที่ต้องทำซ้ำ ๆ สามารถทำเสร็จได้ในแบบอัตโนมัติและรวดเร็ว เราก็จะมีเวลาให้กับความคิดสร้างสรรค์ในการทำสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้

โปรแกรมตัดต่อวิดีโอ DaVinci Resolve 17 ของ Blackmagic Design ที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่นี้ก็มาพร้อมกับคุณสมบัติใหม่ที่น่าตื่นเต้น รวมถึงเครื่องมือใหม่ทำงานด้วย AI ที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน

Magic Mark คือหนึ่งในคุณสมบัติที่ใช้ AI เข้ามาช่วยในการประมวลผลผ่านทาง DaVinci Neural Engine ที่จะช่วยสร้าง mask (กำหนดขอบเขตการทำงานบางส่วนในแต่ละเฟรม) ขึ้นมาโดยอัตโนมัติสำหรับตัวบุคคล หรือในส่วนที่เรากำหนดลงไปแบบเฉพาะเจาะจง เช่นส่วนของใบหน้า ส่วนของแขน เป็นต้น ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือ matte finesse (หนึ่งในเครื่องมือในการปรับแต่งสีแบบละเอียด) รวมไปถึงเครื่องมือในการลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกไปจากเฟรม และการติดตามส่วนของภาพหรือวัตถุที่ต้องการในแต่ละเฟรม

Smart Reframe เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่คนทำงานสายโซเชียลมีเดียน่าจะชื่นชอบ เพราะช่วยให้เราตัดต่อวิดีโอที่เราถ่ายมาในแบบอัตราส่วนตามปกติเช่น 16:9 HD หรือ Ultra HD เวลาตัดต่อแบบปกติก็จะใช้เวลาไม่นานนัก เพราะภาพทั้งหมด หรือองค์ประกอบของภาพมันถูกจัดไว้ครบถ้วนอยู่ในเฟรมตามอัตราส่วนของภาพแล้ว

แต่เมื่อเรานำต้นฉบับวิดีโอเดียวกันมาตัดต่อให้เป็นอัตราส่วนแบบ 1:1 หรือเป็นวิดีโอในแนวตั้ง 9:16 เราก็อาจจะต้องใช้ฟังก์ชันการติดตาม (Tracking) ตัวแบบที่อาจจะเป็นวัตถุหรือตัวคน ให้อยู่ในเฟรมตลอดเวลา ซึ่งการทำแบบนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราต้องมานั่งเลือกไปทีละเฟรมเพื่อให้ตัวแบบหรือสิ่งที่เราต้องการไม่ตกไปจากส่วนที่จะปรากฏบนจอภาพนั่นเอง แต่ Smart Reframe จะช่วยติดตามส่วนที่เราต้องการให้อยู่บนพื้นที่การแสดงผลได้ตลอดเวลา ลดขั้นตอนและประหยัดเวลาไปได้อย่างมาก

Scene Cut Detection อีกหนึ่งฟังก์ชันที่เปรียบเสมือนกับคุณมีผู้ช่วยในการตัดต่อวิดีโอเลยก็ว่าได้ คุณสมบัตินี้ก็เป็นการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์องค์ประกอบของวิดีโอในแต่ละเฟรม ว่ามีองค์ประกอบอย่างไร มีสีสันอย่างไร แล้วโปรแกรมก็จะทำการตัดคลิปวิดีโอนั้นออกมาเป็นส่วน ๆ ให้โดยอัตโนมัติ และแน่นอนว่าเรายังคงสามารถปรับแต่งเพื่อเลือกส่วนที่ต้องการและไม่ต้องการได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างวิดีโอด้านบนเป็นการสาธิตฟังก์ชันการทำงาน Magic Mask ของ DaVinci Resolve 17 ที่ปกติเราจะต้องมานั่งเลือกตัวแบบเองในแต่ละเฟรมเพื่อให้ได้ส่วนของภาพที่ต้องการ แต่ด้วย Magic Mask เราเพียงแค่กำหนดระยะเวลาของวิดีโอที่ต้องการ เลือก Mask ตัวแบบทุกเฟรมในช่วงเวลาที่เรากำหนดตัวแบบก็จะถูกเลือกไว้โดยอัตโนมัติ แล้วทีนี้เราจะใส่เอฟเฟกต์คือทำอะไรกับตัวแบบได้เลยในครั้งเดียว ไม่ต้องมาทำทีละเฟรมอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่ใช้โปรแกรม Adobe Premier Pro ก็มีคุณสมบัติในด้าน AI ให้ใช้งานเช่นกัน ซึ่งก็เป็นคุณสมบัติที่คล้ายกันกับโปรแกรมตัดต่อวิดีโอที่เราพูดไปก่อนหน้า 

Scene Edit Detection เป็นฟังก์ชันที่ช่วยตัดและแบ่งซีนของวิดีโอได้โดยอัตโนมัติที่ Adobe ใส่เข้ามาในโปรแกรม Premier Pro และได้รับการปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับ NVIDIA GPU เพื่อเร่งการประมวลผลในส่วนนี้ให้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ฟังก์ชันนี้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก

Auto Reframe ถ้าเราต้องการให้วัตถุหรือแบบของเราอยู่ในพื้นที่แสดงผลได้แบบตลอดเวลาไม่ว่าเราจะตัดต่อวิดีโอในอัตราส่วนเท่าใด เราก็ใช้คุณสมบัตินี้เพื่อติดตามตัวแบบให้อยู่ในพื้นที่แสดงผลได้ตลอดเวลา

วิดีโอด้านบนเป็นตัวอย่างการทำงานของ Adobe Premier Pro ที่แสดงให้เห็นถึงความเร็วในการทำงานผ่าน NVIDIA GPU ทั้งในด้านการใส่เอฟเฟกต์ของวิดีโอทั่วไป ที่ทำงานได้เร็วกว่าการใช้ซีพียูเพียงอย่างเดียวถึง 5 เท่า และฟังก์ชันการทำงานที่ใช้ AI มาช่วยในการประมวผล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำงานได้เป็นอย่างดี


เครื่องมือสร้างงานศิลปะ

เป็นเรื่องที่ยากมากในการเปลี่ยนแปลงและปรับแต่งรายละเอียดของฉากกราฟิก 3D ที่มีขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องเสียเวลารอคอยในการเรนเดอร์ แต่ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณก็คงพอจะรู้ว่าปัญหาที่กล่าวไปนั้นสามารถแก้ไขและมีทางออกแล้ว

เวลาเราสร้างภาพกราฟิกที่มีเรื่องของแสงและเงาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยใช้เทคนิค Raytracing, Path tracing หนึ่งในกระบวนการที่ใช้เวลามากที่สุดก็คือการลด Noise (denoising)  ในระหว่างการเรนเดอร์ ซึ่งตามปกติแล้วการลด Noise ก็ทำได้ตรง ๆ โดยการใช้ซีพียูประมวลผล และต่อมาก็ใช้ GPU มาช่วยประมวลผล แต่นั่นก็ยังไม่เร็วพอ จนกระทั่งมีการนำ AI มาใช้ ความเร็วในการทำงานส่วนนี้จึงเพิ่มขึ้น

ในโปรแกรม Blender ตอนนี้เราสามารถใช้ AI เข้ามาช่วยในการลด Noise ในระหว่างการเรนเดอร์ฉากที่มีแสงและเงา (ในโหมด Cycles) ได้แล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งรายละเอียดของฉากได้อย่างสบายใจและมองเห็นผลลัพท์ได้ในแบบทันทีทันใด ไม่ต้องเสียเวลาในการคอยที่ยาวนานอีกต่อไป ทำให้เรามีเวลาแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายละเอียดลงไปในฉากได้ง่ายขึ้นทำให้เรามีเวลาในการสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมกว่าที่เคย

AI จะเข้ามามีบทบาทในอนาคตของหลาย ๆ อุตสาหกรรม และตอนนี้เราก็ได้เห็นแล้วว่าในงานสร้างสรรค์ที่เป็นงานศิลปะ AI ก็ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้การสร้างสรรค์ทำได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และให้ผลลัพท์ที่น่าทึ่งอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สองจอดีกว่าจอเดียว

หนึ่งในสตูดิโอแลปท็อปที่กำลังเป็นกระแสและมีความเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดตอนนี้คือ ASUS ZenBook Pro Duo 15 OLED ที่มาพร้อมกับกราฟิก GeForce RTX 3070 พร้อมด้วยหน้าจอ OLED HDR ความละเอียด 4K และยังมาพร้อม ASUS ScreenPad ซึ่งเป็นจอภาพจอที่สองที่แสดงผลความละเอียดในระดับ 4K ที่ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในแสดงผลและการควบคุมการทำงานต่าง ๆ ให้กับบรรดาแอปพลิเคชันในสายงานการสร้างคอนเทนต์ให้มีความสะดวกและราบรื่นขึ้น

วิดีโอด้านบนเป็นตัวอย่างของสตูดิโอแลปท็อปที่มาพร้อมกับ GeForce RTX 30 จาก ASUS และ Razer ที่จะเข้ามาเป็นคู่หูที่ยอดเยี่ยมของนักสร้างคอนเทนต์

เพิ่มประสิทธิภาพ AI ของคุณด้วยไดรเวอร์ NVIDIA Studio รุ่นล่าสุด

ไดรเวอร์ NVIDIA Studio พัฒนาขึ้นมาเพื่อเหล่านักสร้างสรรค์ และทดสอบอย่างครอบคลุมกับแอปพลิเคชันและเวิร์คโฟลว์ต่าง ๆ ไดรเวอร์รุ่นล่าสุด 461.92 เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วตอนนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชันล่าสุดที่มีคุณสมบัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไดรเวอร์นี้สามารถดาวน์โหลดผ่าน GeForce Experience หรือจากหน้าเว็บของ NVIDIA โดยตรง

สนับสนุนบทความโดย NVIDIA