frank-yeary

Intel สั่นคลอน! ประธานบอร์ดเคยพยายามขายโรงงานให้ TSMC แต่ถูก CEO คนใหม่ขวาง

เผยเบื้องลึกความขัดแย้งในบอร์ดบริหาร Intel เมื่อประธานกรรมการพยายามผลักดันแผนการแยกธุรกิจโรงงานผลิตชิป (Fab) หรือแม้กระทั่งขายให้กับคู่แข่งอย่าง TSMC แต่กลับเจอการต่อต้านอย่างหนักจาก CEO ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง สะท้อนปัญหาการบริหารที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางของบริษัทในระยะยาว

สำนักข่าว The Wall Street Journal (WSJ) ได้เปิดเผยรายงานข่าวสุดสะเทือนวงการเทคโนโลยีว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา Frank Yeary ประธานกรรมการ (Chairman) ของ Intel ได้มีความพยายามที่จะแยกธุรกิจ Intel Foundry (หน่วยธุรกิจรับจ้างผลิตชิป) ออกมาเป็นบริษัทใหม่ หรือแม้กระทั่งเสนอขายกิจการส่วนนี้ให้กับ TSMC ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์

อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวกลับเผชิญกับการคัดค้านอย่างรุนแรงจาก Lip-Bu Tan ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Intel เมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา รายงานระบุว่า แม้จะมีกรรมการบางส่วนที่เห็นด้วยกับ Yeary แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ได้ส่งผลให้แผนยุทธศาสตร์ที่ Tan พยายามผลักดันต้องหยุดชะงักลง และแม้ว่าบอร์ดบริหารจะยังคงให้การสนับสนุน Tan อย่างเป็นทางการ แต่ภาวะผู้นำของเขากำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

Intel

เบื้องหลังความพยายามขายสินทรัพย์การผลิตของ Intel

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือออกมาหลายครั้งว่า Intel มีแผนจะ spin-off หน่วยธุรกิจ Intel Foundry ออกมาเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Intel, TSMC และบริษัทออกแบบชิปรายใหญ่ (Fabless) อย่าง Broadcom หรือ Nvidia แต่รายงานล่าสุดจาก WSJ ยืนยันว่า แผนการเหล่านี้มี Frank Yeary ซึ่งเป็นอดีตนายธนาคารเพื่อการลงทุนเป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลัง

WSJ อ้างว่า ความขัดแย้งระหว่าง Tan และ Yeary เกิดขึ้นแทบจะทันทีที่ Tan เข้ารับตำแหน่ง โดยมีประเด็นสำคัญคือ “Intel ควรจะรักษาธุรกิจการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองไว้หรือไม่”

ในมุมมองของ Tan การมีโรงงานผลิตชิปเป็นของตัวเอง (In-house fabrication) ถือเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของ Intel และเป็นหลักประกันความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างชาติอย่าง TSMC และ Samsung แต่สำหรับ Yeary และกรรมการบางส่วน อาจมองว่าโรงงานผลิตเป็นสินทรัพย์ที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยง

ทำไมดีลนี้ถึง “เป็นไปไม่ได้” ในทางปฏิบัติ?

แม้แนวคิดการขาย Fab ให้ TSMC จะดูน่าสนใจในเชิงการเงิน แต่ในทางเทคนิคและธุรกิจแล้วกลับมีความซับซ้อนและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

  • ความท้าทายทางเทคนิค:
    • ความไม่เข้ากันของกระบวนการผลิต: พนักงานของ TSMC ขาดประสบการณ์กับกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี EUV (Extreme Ultraviolet) ในแบบของ Intel การจะเข้ามาช่วยปรับปรุงโหนดการผลิตอย่าง Intel 3 หรือ Intel 18A จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก
    • ความซับซ้อนในการย้ายเทคโนโลยี: การนำกระบวนการผลิตของ TSMC มาใช้ในโรงงานของ Intel ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะใช้เครื่องจักร EUV จาก ASML เหมือนกัน แต่การปรับตั้งค่า (Calibration), สูตรเคมี (Recipes), และเครื่องมือเฉพาะทางของแต่ละบริษัทนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวัสดุ เช่น สารเคลือบไวแสง (Photoresists) หรือสารเคมีที่ใช้กัดลายวงจร อาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่ออัตราการผลิตที่สำเร็จ (Yield) และประสิทธิภาพของชิป
  • เหตุผลทางธุรกิจ:
    • ไม่มีแรงจูงใจที่จะช่วยคู่แข่ง: TSMC ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องลงทุนลงแรงเพื่อช่วยให้คู่แข่งโดยตรงอย่าง Intel มีเทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น
    • ความเสี่ยงด้านการลงทุน: การทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อโรงงาน โดยที่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพและทำกำไรได้หรือไม่ ถือเป็นความเสี่ยงที่สูงเกินไป
    • TSMC มีแผนของตัวเองอยู่แล้ว: TSMC ได้ประกาศแผนการลงทุนสร้างโรงงานในสหรัฐฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 165 พันล้านดอลลาร์แล้ว ทำให้แรงจูงใจที่จะต้องร่วมมือกับ Intel แทบจะหมดไป

สำหรับ Intel เอง การร่วมมือกับ TSMC ก็ให้ผลดีที่จำกัดเช่นกัน เพราะวิศวกรของ TSMC ก็อาจไม่สามารถช่วยพัฒนาโหนด 3nm หรือ 18A ของ Intel ได้อย่างมีนัยสำคัญ การนำเทคโนโลยีของ TSMC มาใช้ในโรงงานที่สหรัฐฯ อาจทำให้โรงงานในไอร์แลนด์และอิสราเอลที่ยังคงใช้เทคโนโลยีของ Intel เองประสบปัญหาด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งภายในที่ทำให้การตัดสินใจล่าช้า

WSJ รายงานว่า ความขัดแย้งในระดับบอร์ดบริหารนี้ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของ CEO Lip-Bu Tan โดยแผนการระดมทุนหลายพันล้านดอลลาร์จาก Wall Street เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและลงทุนในกำลังการผลิต ถูกบอร์ดบริหารตีกลับ นอกจากนี้ แผนการเข้าซื้อกิจการบริษัทพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI Accelerator) เพื่อไล่ตามคู่แข่งอย่าง Nvidia และ AMD ก็ต้องล่าช้าออกไปเพราะการถกเถียงที่ยืดเยื้อในบอร์ดบริหาร จนทำให้บริษัทเทคโนโลยีอื่นกำลังจะเข้าซื้อเป้าหมายนั้นไปแทน

บทวิเคราะห์

ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกภายในบอร์ดบริหารของ Intel ระหว่างสองแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว:

  • มุมมองเชิงการเงิน (Financial View): นำโดย Frank Yeary อดีตนายธนาคาร ที่อาจมองว่าธุรกิจโรงงานผลิตชิปเป็น “ภาระ” ที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล ($Billions) มีความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนช้า การขายหรือแยกส่วนธุรกิจนี้ออกไปจะทำให้ Intel กลายเป็นบริษัทที่ “เบาตัว” (Asset-light) มากขึ้น คล้ายกับ AMD หรือ Nvidia ซึ่งจะทำให้นักลงทุนใน Wall Street พอใจในระยะสั้น
  • มุมมองเชิงยุทธศาสตร์และเทคโนโลยี (Strategic & Tech View): นำโดย Lip-Bu Tan และผู้บริหารที่เติบโตมาจากสายเทคโนโลยี มองว่าการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หรือที่เรียกว่า Integrated Device Manufacturer (IDM) คือ DNA และความได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Intel การทิ้งธุรกิจผลิตชิปไปก็ไม่ต่างอะไรกับการยอมแพ้ในสงครามระยะยาว และจะทำให้ Intel ต้องพึ่งพาคู่แข่งอย่าง TSMC ในที่สุด

ความขัดแย้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่ง ยุทธศาสตร์ IDM 2.0 ที่ Pat Gelsinger (CEO คนก่อน) วางรากฐานไว้ และ Lip-Bu Tan พยายามสานต่อนั้น มีหัวใจหลักคือการเปิดโรงงานของตนเองเพื่อรับจ้างผลิตให้บริษัทอื่น (Intel Foundry Services) เพื่อแข่งขันกับ TSMC และ Samsung โดยตรง การที่ประธานบอร์ดกลับพยายามขายธุรกิจนี้ทิ้ง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับยุทธศาสตร์หลักของบริษัทอย่างสิ้นเชิง

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังทุ่มเงินมหาศาลผ่าน CHIPS Act เพื่อดึงฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์กลับสู่แผ่นดินอเมริกา ท่าทีของ Tan ที่ต้องการรักษาโรงงานไว้จึงสอดคล้องกับนโยบายของชาติ ในขณะที่แนวคิดของ Yeary อาจถูกมองว่าเป็นการทำลายความพยายามในการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศ

สถานการณ์ภายในของ Intel ในขณะนี้จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ความไม่เป็นเอกภาพในระดับผู้นำสูงสุดย่อมส่งผลให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ล่าช้า เปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่าง Nvidia และ AMD ทิ้งห่างออกไปอีก โดยเฉพาะในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด นี่คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ CEO คนปัจจุบัน ที่ต้องหาทางออกเรื่องโรงงานผลิตชิปให้เร็วที่สุด เพื่อนำพา Intel กลับสู่เส้นทางแห่งการเติบโตอีกครั้ง

ที่มา: Tom’s Hardware, The Wall Street Journal