Intel CEO

Lip-Bu Tan ซีอีโอคนใหม่ Intel ประกาศ “ผ่าตัดใหญ่” องค์กร: ลดคน 15%, ชะลอโรงงาน, ยกเลิกโปรเจกต์ยุโรป, ตั้งเป้าทวงบัลลังก์ x86 และปรับแผนสู้ศึก AI

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของ Intel ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วภายใต้การนำของ Lip-Bu Tan ซีอีโอคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา หลังจากบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2025 ซึ่งรายได้ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ Tan ได้ส่งสาร ส่งจดหมายตรงถึงพนักงานทุกคน เผยให้เห็นแผนการ “ผ่าตัดใหญ่” เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรอย่างสิ้นเชิง สะท้อนการยอมรับความผิดพลาดในอดีตและวางรากฐานใหม่ที่เน้น “วินัยทางการเงิน” และ “การดำเนินการที่เป็นเลิศ” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

บันทึกฉบับนี้ไม่ใช่แค่จดหมายแจ้งข่าวสาร แต่คือการประกาศ “กฎเหล็ก” และทิศทางใหม่ของ Intel ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะตัดสินใจในเรื่องที่เจ็บปวดเพื่อการเติบโตในระยะยาว

ยาขมหม้อใหญ่: การปรับโครงสร้างองค์กรอย่างเฉียบขาด

สิ่งแรกที่ Tan ประกาศคือการปรับโครงสร้างองค์กรที่ “จำเป็น” แม้จะต้องแลกมากับการอำลาเพื่อนร่วมงานก็ตาม

  • ลดพนักงาน 15%: Intel วางแผนลดจำนวนพนักงานทั่วโลกลงประมาณ 15% ซึ่งจะทำให้บริษัทมีพนักงานเหลือประมาณ 75,000 คนภายในสิ้นปีนี้
  • ลดชั้นการบริหารจัดการ 50%: กระบวนการลดตำแหน่งงานส่วนใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้วในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการลดชั้นการบริหารจัดการ (management layers) ลงถึง 50%
  • นโยบายกลับเข้าออฟฟิศ: บริษัทกำลังเดินหน้าตามแผนการกลับเข้าทำงานที่สำนักงานในเดือนกันยายนนี้

บทวิเคราะห์: การลดชั้นบริหารจัดการลงถึงครึ่งหนึ่งสะท้อนปัญหาความอุ้ยอ้ายและระบบราชการภายในองค์กร (bureaucracy) ที่สั่งสมมานาน การตัดสินใจนี้จะช่วยให้ทีมวิศวกรและฝ่ายผลิตภัณฑ์สามารถทำงานได้คล่องตัวขึ้น และอำนาจในการตัดสินใจไปยังผู้ที่ใกล้ชิดกับปัญหามากที่สุด นี่คือการปรับวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่เพื่อเปลี่ยน Intel ให้เป็นบริษัทที่รวดเร็วและคล่องตัวกว่าเดิม

3 เสาหลักแห่งกลยุทธ์ใหม่ของ Intel

Lip-Bu Tan ได้วางกลยุทธ์ที่ชัดเจน 3 ประการ เพื่อนำ Intel กลับสู่เส้นทางการแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน

1. Foundry ที่มีวินัยทางการเงินสูงสุด

นี่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญที่สุด Tan ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนมากเกินไปและเร็วเกินไป โดยไม่มีความต้องการของตลาดรองรับเพียงพอ” ทำให้โรงงานกระจัดกระจายและใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

แผนปฏิบัติการ:

  • ยกเลิกโปรเจกต์ในยุโรป: ตัดสินใจไม่เดินหน้าโครงการสร้างโรงงานที่เยอรมนีและโปแลนด์
  • ลดขนาดและรวมศูนย์: รวมศูนย์การปฏิบัติงานด้านการประกอบและทดสอบ (Assembly and Test) จากคอสตาริกาไปยังโรงงานหลักที่เวียดนามและมาเลเซีย
  • ชะลอการก่อสร้างในสหรัฐฯ: ชะลอการก่อสร้างโรงงานในโอไฮโอ เพื่อให้การใช้จ่ายสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
  • “ไม่มีเช็คเปล่าอีกต่อไป”: การลงทุนในโหนดการผลิตแห่งอนาคตอย่าง Intel 14A จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมี “คำสั่งซื้อที่ยืนยันแล้วจากลูกค้า” เท่านั้น เป็นการยุติยุคของการลงทุนโดยคาดเดาความต้องการของตลาด
  • โฟกัสที่ Intel 18A: ทรัพยากรหลักจะถูกทุ่มไปที่การผลิต Intel 18A ให้ได้ในปริมาณมาก โดยเริ่มจากชิป Panther Lake ที่จะเปิดตัวปลายปีนี้

บทวิเคราะห์: นี่คือการ “รีเซ็ต” ธุรกิจ Foundry ของ Intel อย่างสมบูรณ์แบบ จากเดิมที่เน้นการประกาศแผนการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กลายมาเป็นแนวทางที่ “เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” และ “มีวินัยทางการเงิน” อย่างแท้จริง การยกเลิกและชะลอโปรเจกต์ใหญ่แสดงให้เห็นว่า Intel พร้อมที่จะยอมรับความจริงและปรับตัวตามสภาวะตลาด แทนที่จะเดินหน้าต่อตามแผนเดิมที่อาจก่อให้เกิดปัญหาทางการเงินในระยะยาว

แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ถ้า Intel รอลูกค้าแล้วค่อยทำ 14A มันก็ฟังดูแปลก ๆ ราวกับกว่า Intel ทำโรงงานผลิตชิปอย่างเดียวหรือไงนะ แล้วซีพียู การ์ดจอ ของอินเทลเองไม่คิดจะไป 14A หรืออย่างไร เป็นคำถามคาใจในตอนนี้

เพื่อตอบข้อสงสัยเราก็ไปหาข้อมูลและก็พบว่ามีคนสงสัยแบบเดียวกัน ซึ่งทาง CEO ก็ให้แนวทางว่า Intel 18A จะเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับผลิตภัณฑ์ภายในช่วงปี 2026–2028 ส่วน 14A อาจเปิดตัวในปี 2029 ซึ่งมีแนวโน้มจะคล้ายกับแผน A14 ของ TSMC ก็ประมาณว่าทำตามแผนไป ไม่มีการเร่งล่วงหน้ายกเว้นมีลูกค้าจึงค่อยปรับเวลาให้เร็วขึ้น

2. ปลุกชีพจักรวาล x86

Tan ยอมรับว่า Intel สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดหลัก และประกาศจะกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง

แผนปฏิบัติการ:

  • นำ SMT กลับมา: Tan ยอมรับว่า “การเลิกใช้ Simultaneous Multi-threading (SMT) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Hyper-Threading ทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขัน” และได้สั่งให้นำเทคโนโลยีนี้กลับมาเพื่อปิดช่องว่างด้านประสิทธิภาพ แต่ว่าจะนำกลับมาใส่เฉพาะตลาด Xeon ก่อน
  • โฟกัสที่ผลิตภัณฑ์หลัก: ในฝั่ง Client หรือกลุ่มลูกค้าทั่วไปเน้นที่ Panther Lake สำหรับตลาดโน้ตบุ๊ก และ Nova Lake เพื่อกลับมาแข่งขันในตลาดเดสก์ท็อประดับไฮเอนด์ส่วนฝั่ง Data Center จะเน้นที่ Granite Rapids
  • CEO คุมเข้ม: Lip-Bu Tan ประกาศนโยบายใหม่ว่า “การออกแบบชิปหลักทุกตัวจะต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากผมโดยตรงก่อนการ tape-out”

บทวิเคราะห์: การนำ SMT กลับมาคือการยอมรับความผิดพลาดทางเทคนิคและการตลาดครั้งสำคัญในอดีต และพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ต้องการประสิทธิภาพแบบมัลติเธรด การที่ซีอีโอลงมาคุมการออกแบบชิปด้วยตัวเอง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องคุณภาพและกำหนดการอีกต่อไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ Intel สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งอย่าง AMD มาตลอดหลายปี

อย่างไรก็ตามการนำ SMT กลับเข้ามาดูเหมือนจะง่าย แต่ปัญหาที่ Intel นำ SMT ออกไปก็เป็นเพราะว่าความร้อนของแกนประมวลผลนั่นเอง ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัย Intel Core Duo และ Core 2 Duo (ก่อนจะมี Core i เจนฯ 1) พอแก้ไขปัญหาเรื่องความร้อนได้ก็นำ SMT หรือ Hyper-Threading กลับเข้ามาใหม่ งานนี้ก็ต้องรอดูว่า Intel จะจัดการอย่างไร

แต่ถ้าอินเทลนำ SMT กลับมาได้จริงก็จะช่วยลดต้นทุกในการผลิตชิปลงได้ โดยเฉพาะกับตลาดซีพียูเดกส์ท็อปที่ต้องนี้ต้องมีทั้ง P-Core, E-Core และล่าสุดยังมี LP E-Core เพิ่มเข้ามาอีก เมื่อนำ SMT หรือ Hyper-Threading กลับมาได้ก็จะลดความยุ่งยากในการผลิตซีพียูลงได้ต้นทุนลดลงอีกด้วย

3. ปรับยุทธศาสตร์ AI ใหม่

Intel จะเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้ในสมรภูมิ AI จากเดิมที่เน้นแค่การสร้างซิลิคอน ไปสู่การสร้างกลยุทธ์ที่ครบวงจรทั้ง ซิลิคอน, ระบบ และซอฟต์แวร์แบบ full stack

แผนปฏิบัติการ:

  • เปลี่ยนมุมมอง: เลิกยึดติดกับแนวคิดดั้งเดิมที่เน้นซิลิคอนและเน้นการฝึกฝน ( AI Training) เป็นหลัก
  • หาจุดต่างเพื่อสร้างความได้เปรียบ: มุ่งเน้นไปที่ตลาดที่ Intel สามารถสร้างความแตกต่างและชิงความได้เปรียบได้ เช่น Inference (การอนุมาน) และ Agentic AI ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าแข่งง่ายกว่า
  • ทำงานย้อนกลับ: เริ่มต้นจากความต้องการของ Workload ที่เกิดขึ้นใหม่ แล้วจึงย้อนกลับมาออกแบบซอฟต์แวร์ ระบบ และซิลิคอนที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด

บทวิเคราะห์: นี่คือกลยุทธ์ที่ถือว่าดีมาก แทนที่จะพยายามท้าชนกับ NVIDIA ในตลาดชิป AI สำหรับ Training ที่มี CUDA เป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง Intel เลือกที่จะมองหา “สมรภูมิใหม่” ที่ยังมีช่องว่างอยู่ นั่นก็คือ ตลาด Inference ซึ่งคือการนำ AI ที่ฝึกฝนแล้วไปใช้งานจริง มีขนาดใหญ่กว่าตลาด Training หลายเท่า และยังไม่มีผู้ครองตลาดที่ชัดเจน แม้จะมีคนทำตลาดนี้มาแล้วหลายราย แต่ความต้องการก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การมุ่งเน้นไปที่จุดนี้พร้อมกับการสร้าง Ecosystem ที่ครบวงจร เป็นหนทางที่เป็นมีความเป็นไปได้มากกว่าในการสร้างการเติบโตในตลาด AI

และจะว่าไป…แนวทางแบบทำงานย้อนกลับ ที่เริ่มต้นด้วยความต้องการของ Workload แล้วย้อนไปออกแบบส่วนที่เหลือเป็นแนวทางที่ CEO ใหม่ค่อนข้างถนัด เพราะเขาคลุกคลีอยู่กับการสร้างชิปแบบ Custom มาก่อน ทำให้เข้าใจตลาดและกระบวนการแบบนี้ดี และทำให้ไปสู่เป้าหมายได้ง่ายกว่า

สรุป

บันทึกของ Lip-Bu Tan คือการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนและกล้าหาญที่สุดครั้งหนึ่งของ Intel มันคือการยอมรับว่า “วิถีเดิม” ไม่สามารถนำพาบริษัทไปต่อได้อีกแล้ว หัวใจสำคัญของแผนการทั้งหมดนี้คือคำว่า “วินัย (Discipline)”, “การมุ่งมั่น (Focus)”, และ “ความรับผิดชอบ (Accountability)”  ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม แผนการที่ยอดเยี่ยมบนกระดาษจะต้องพิสูจน์ตัวเองด้วย “การลงมือทำ” ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ Intel คือการทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้จริงตามแผน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น AMD, NVIDIA, TSMC หรือแม้แต่ Apple

จากนี้ไปนี่คือการเดิมพันอนาคตของ Intel อย่างแท้จริง หลายคนก็มองว่าแผนครั้งนี้คือไม่ได้เป็นเพียงการเดินก้าวใหม่ แต่เป็นการเดินก้าวแรกในทิศทางที่ถูกต้องและน่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับวงการพีซีและเทคโนโลยีทั่วโลก

ที่มาข้อมูล: News Room Intel