Intel-Foundry

Intel Foundry ประกาศความพร้อมในการรับงานผลิตชิป Non-x86 บนเทคโนโลยี Intel 18A

Intel Foundry กำลังสร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยการประกาศความพร้อมในการรับผลิตชิปสำหรับสถาปัตยกรรมที่ไม่ใช่ x86 โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงอย่าง Intel 18A นี่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการกลับมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและแข่งขันในตลาด Foundry ระดับโลก อย่างไรก็ตาม ณ เดือนสิงหาคม 2025 Intel ยังคงเผชิญกับความท้าทายในด้านอัตราผลผลิต (yield) และการขยายกำลังการผลิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำหนดเวลาและความเชื่อมั่นจากลูกค้า

Intel 18A: ขุมพลังใหม่สำหรับชิปยุคหน้า

การสาธิตล่าสุดแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชิป Intel 18A reference SoC ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมยอดนิยมอย่าง ARM และ RISC-V ชิปตัวอย่างนี้ประกอบด้วยคอร์ประมวลผล 7 คอร์ ซึ่งถูกจัดสรรอย่างชาญฉลาดตามภารกิจที่แตกต่างกัน ได้แก่ คอร์ประสิทธิภาพสูง (Performance core), คอร์ที่เน้นความสมดุลระหว่างพลังงานและประสิทธิภาพ (Power-performance optimized cores) และคอร์ประหยัดพลังงาน (Energy efficiency cores) เพื่อให้สามารถจัดการกับงานที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน

นอกจากนี้ Intel ยังได้พัฒนาเครื่องมือซอฟต์แวร์ Intel VTune Profiler เพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถวิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย จากการสาธิตพบว่าสามารถลดเวลาการทำงานของเวิร์คโหลดได้อย่างน่าทึ่ง จาก 35 วินาที เหลือเพียง 6.5 วินาที

จุดแข็งที่สำคัญของ Intel 18A คือเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะตัวอย่าง RibbonFET (gate-all-around transistor) และ PowerVia (backside power delivery) ซึ่งช่วยเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ (density) ได้มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับ TSMC N2 และปรับปรุงประสิทธิภาพต่อวัตต์ ข้อมูลล่าสุดระบุว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ 25% และลดการใช้พลังงานได้ 36% เมื่อเทียบกับ Intel 3

ถึงกระนั้น สถานะปัจจุบันของ Intel 18A ยังอยู่ในขั้นตอน “risk production” ซึ่งประสบปัญหาอัตราผลผลิต (yield) ที่ต่ำเพียง 10% สำหรับชิปขนาดใหญ่ เช่น AI GPUs ซึ่งส่งผลให้มีข้อบกพร่อง (defect) สูงและอาจทำให้ต้องเลื่อนการผลิตจำนวนมาก (high-volume production) ออกไปเป็นปี 2026 แทนที่จะเป็นปลายปี 2025 ตามแผนเดิม ปัญหานี้อาจทำให้ Intel สูญเสียโอกาสในการดึงดูดลูกค้าที่ต้องการความมั่นคงในการผลิต

ลูกค้าและพันธมิตร: การสร้าง ecosystem ที่แข็งแกร่ง

เพื่อสนับสนุนการเติบโต Intel Foundry ได้ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรหลักในงาน Intel Foundry Direct Connect 2025 เช่น Synopsys และ Siemens สำหรับเครื่องมือออกแบบและการบรรจุภัณฑ์ชิป (packaging) ขั้นสูง ซึ่งช่วยพัฒนา process design kit (PDK) และ ecosystem สำหรับลูกค้ารายย่อยเฉพาะทาง (niche) เช่น ธุรกิจด้านการป้องกันประเทศ, อวกาศ และ 6G อย่างไรก็ตาม Intel ยังคงขาดลูกค้ารายใหญ่ภายนอก (external customers) ที่ชัดเจน เช่น Google, Meta หรือ Amazon สำหรับชิปเฉพาะทาง (custom ASICs) Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ยอมรับว่าต้องการ “significant external customer” เพื่อขยายกำลังการผลิตและบรรลุผลกำไร ปัจจุบัน ลูกค้าหลักยังคงเป็นหน่วยงานภายในของ Intel เอง ซึ่งทำให้ ecosystem ยังไม่ครบวงจรเท่า TSMC

การแข่งขัน: Intel VS TSMC และ Samsung

ในขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่าง TSMC และ Samsung ยังคงเป็นผู้นำในตลาด Foundry โดยเฉพาะในเทคโนโลยีระดับ 3 นาโนเมตร (TSMC N3 และ Samsung 3GAE) ที่เข้าสู่การผลิตจำนวนมากแล้ว Intel มีแผนทะเยอทะยานที่จะก้าวกระโดดด้วย Intel 18A โดยคาดว่าจะมีประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่ดีกว่า และความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์สูงกว่าเทคโนโลยีระดับ 2 นาโนเมตรของคู่แข่ง (TSMC N2 และ Samsung SF2) ในปี 2025 นี้

อย่างไรก็ตาม TSMC N2 มีข้อได้เปรียบในด้าน SRAM density ที่สูงกว่า ซึ่งสำคัญสำหรับชิปที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมาก เช่น ในอุปกรณ์มือถือ ส่วน Samsung SF2 กำลังจะเข้าสู่การผลิตจำนวนมาก (mass production) ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ด้วยอัตราผลผลิต 30-50% สำหรับชิปขนาดเล็ก เช่น Exynos 2600 แต่ก็ยังมีปัญหาด้านอัตราผลผลิตสำหรับชิปขนาดใหญ่และได้ลดการลงทุนลงครึ่งหนึ่งเนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ยากลำบาก ปัจจุบัน TSMC ครองตลาดกว่า 64% และคาดว่าจะยังคงเป็นผู้นำต่อไปจนถึงปี 2030

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีหลัก (ข้อมูล ณ สิงหาคม 2025)

ผู้ผลิตNode หลัก (2025)จุดแข็งจุดอ่อน
Intel (18A)“Risk production, volume H2 2025 (อาจ delay ถึง 2026)” RibbonFET + PowerVia (density +30%, perf +25%, power -36%) Yield ต่ำ ~10% สำหรับ large dies, ลูกค้าน้อย
TSMC (N2)Mass production late 2025 Market share สูง, SRAM density ดีกว่า, yield มั่นคง Geopolitics risk (Taiwan)
Samsung (SF2)Mass production Q4 2025 Yield improve 30-50% สำหรับ small chips, perf +12% vs SF3 ลด investment, yield issues สำหรับ large chips

ความท้าทายหลักของ Intel ยังคงอยู่ที่การเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้จำนวนมหาศาลและแก้ไขปัญหาอัตราผลผลิต ซึ่ง TSMC มีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน ทำให้ Intel อาจต้องมุ่งเน้นตลาดเฉพาะทาง เช่น custom ASICs สำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscalers) หรือด้านการป้องกันประเทศ แทนที่จะแข่งขันโดยตรงในตลาดชิปสำหรับผู้บริโภค

สถานการณ์ทางการเงินและการสนับสนุนจากรัฐบาล

Intel Foundry ยังคงเผชิญกับแรงกดดันทางการเงิน โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2025 ขาดทุนสุทธิ 2.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าตลาดลดลงเหลือประมาณ 100 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิม 288 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีก่อน บริษัทจึงประกาศปรับโครงสร้างองค์กร รวมถึงลดจำนวนพนักงานเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะยังคงขาดทุนต่อเนื่องจนถึงปี 2027

อย่างไรก็ตาม Intel ยังมีโอกาสจากการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่าน CHIPS and Science Act ซึ่งให้ทุนกว่า 7.86 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อขยายโรงงานในสหรัฐฯ เช่น ในรัฐโอไฮโอ ล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2025 รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังหารือเรื่องการเข้าถือหุ้นใน Intel เพื่อเร่งการผลิตและลดความเสี่ยงจากจีน โดยอาจใช้การลงทุนในรูปแบบหุ้น (equity investments) เพื่อเสริมสร้างฐานะทางการเงินและทำให้ Intel เป็น “national champion” แต่การแทรกแซงนี้ก็อาจนำมาซึ่งข้อจำกัด เช่น การควบคุมการส่งออกและการจัดสรรเงินทุนที่ไม่ยืดหยุ่น

โอกาสจากสภาวะความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน

สถานการณ์ “สงครามชิป” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน ได้สร้างแรงกดดันให้บริษัทต่างๆ มองหาห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและปลอดภัยมากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับ Intel ในฐานะผู้ผลิตสัญชาติอเมริกันที่มีฐานการผลิตในสหรัฐฯ เป็นหลัก การเป็น “ซัพพลายเชนทางเลือก” จึงช่วยให้ Intel ดึงดูดลูกค้าที่ต้องการลดความเสี่ยงจากต่างประเทศได้

สรุป

ถึงแม้ Intel 18A จะมาพร้อมนวัตกรรม แต่ประวัติการล่าช้าของ Intel (เช่น Intel 4/3) และอัตราผลผลิตที่ต่ำอาจทำให้ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันตามความต้องการ ส่งผลให้ต้นทุนสูงและอาจทำให้ลูกค้าหันไปหา TSMC ซึ่งมี ecosystem และ IP libraries ที่ครบครันกว่า นอกจากนี้ การพึ่งพารัฐบาลมากเกินไปก็อาจนำมาซึ่งผลกระทบจากสงครามทางการค้าหรือทำให้ Intel ขาดความยืดหยุ่นในตลาดโลก

ในทางกลับกัน หาก Intel สามารถแก้ไขปัญหาอัตราผลผลิตและได้รับการสนับสนุนด้านการถือหุ้นจากรัฐบาล ก็อาจกลายเป็น Foundry สัญชาติอเมริกันที่แข็งแกร่งสำหรับชิป AI และชิปด้านการป้องกันประเทศ โดยคาดว่ารายได้จากตลาดเฉพาะทางนี้จะอยู่ที่ 10-15 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

โดยรวมแล้ว Intel Foundry กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาอัตราผลผลิต การดึงลูกค้ารายใหญ่ และการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) อย่างสมดุล