สรุปดีลล่ม! OpenAI พลาด Windsurf โดน Google คว้าเข้าสู่สมรภูมิ AI Coding ร้อนระอุไปแล้ว
วงการ AI สั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อดีลยักษ์มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ระหว่าง OpenAI และ Windsurf สตาร์ทอัพ AI coding tool สุดร้อนแรง ต้องล่มลงอย่างไม่คาดฝัน เปิดทางให้ Google ฉกฉวยโอกาสทอง คว้าตัวซีอีโอ ทีมงานหัวกะทิ และลิขสิทธิ์เทคโนโลยีสำคัญไปครองได้อย่างเหนือความคาดหมาย ทำให้การแข่งขันในตลาด AI coding ยิ่งทวีความดุเดือดมากขึ้น
Windsurf: ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ OpenAI หวังคว้าตัว
Windsurf หรือที่รู้จักกันในชื่อเดิม Codeium ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 โดยกลุ่มศิษย์เก่าจาก MIT นำโดย Varun Mohan (CEO) และ Douglas Chen (ผู้ร่วมก่อตั้ง) สตาร์ทอัพรายนี้สร้างชื่อจากเครื่องมือ AI ที่ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเขียนโค้ดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 Windsurf มีรายได้ต่อปี (ARR) สูงถึง 40 ล้านดอลลาร์ และมีผู้ใช้งานกว่า 800,000 ราย OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT เล็งเห็นศักยภาพอันมหาศาลของ Windsurf และต้องการเข้าซื้อกิจการในราคา 3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เป้าหมายคือการนำเทคโนโลยีของ Windsurf มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Codex ซึ่งเป็น AI coding tool ของ OpenAI เอง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกับ GitHub Copilot ของ Microsoft ซึ่งเป็นคู่แข่งคนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ดีลนี้กลับต้องจบลงด้วยความล้มเหลวในวันที่ 11 กรกฎาคม 2025 หลังจากช่วงเวลาพิเศษ (exclusivity period) ในการเจรจาสิ้นสุดลง
เบื้องหลังความล้มเหลว: ความตึงเครียดด้าน IP กับ Microsoft
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดีลนี้ต้องล่มลงคือความขัดแย้งด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระหว่าง OpenAI และ Microsoft ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและผู้ลงทุนรายใหญ่ของ OpenAI ตามข้อตกลงในปี 2023 Microsoft มีสิทธิ์ในการเข้าถึง IP ของ OpenAI รวมถึงเทคโนโลยีที่ OpenAI อาจได้มาจากการเข้าซื้อ Windsurf
แต่ Windsurf โดยเฉพาะ Varun Mohan ซีอีโอ ไม่ต้องการให้เทคโนโลยีของตนตกไปอยู่ในมือของ Microsoft ซึ่งเป็นเจ้าของ GitHub Copilot อันเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Windsurf ความตึงเครียดนี้ทำให้การเจรจาระหว่าง OpenAI และ Windsurf ไม่สามารถหาข้อสรุปที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่ายได้
Google พลิกเกมด้วยกลยุทธ์ “Reverse-Acquihire” สุดชาญฉลาด
เมื่อดีลกับ OpenAI ล่มลง Google ไม่รอช้า Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ได้เข้าทำข้อตกลงมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์ เพื่อรับสิทธิ์การใช้เทคโนโลยีของ Windsurf แบบไม่ผูกขาด (non-exclusive license) พร้อมดึงตัว Varun Mohan, Douglas Chen และทีมงานวิจัยชั้นนำบางส่วนไปร่วมงานกับ Google DeepMind หน่วยงานพัฒนา AI แถวหน้าของ Google โดยทีมงานชุดนี้จะมุ่งเน้นพัฒนา Gemini ซึ่งเป็นโมเดล AI สำหรับการเขียนโค้ดและงานด้าน “agentic coding”
ข้อตกลงนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของ Google ไม่เพียงแต่ได้บุคลากรและเทคโนโลยีชั้นนำของ Windsurf เท่านั้น แต่ยังหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อกิจการทั้งบริษัท ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการตรวจสอบด้านการผูกขาดจากหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ Windsurf ยังคงสถานะเป็นบริษัทอิสระ โดยมี Jeff Wang อดีตหัวหน้าฝ่ายธุรกิจ ขึ้นเป็น CEO ชั่วคราว และ Graham Moreno เป็นประธานบริษัท เพื่อเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือ AI สำหรับลูกค้าองค์กรต่อไป
ผลกระทบต่อวงการ AI และอนาคตที่ต้องจับตา
การล่มสลายของดีลนี้เป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของ OpenAI ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยพลาดโอกาสในการซื้อ Cursor สตาร์ทอัพ AI อีกแห่งหนึ่งมาแล้ว การสูญเสีย Windsurf ให้กับ Google ไม่เพียงแต่ทำให้ OpenAI เสียโอกาสในการเสริมความแข็งแกร่งด้าน AI coding tool เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารความสัมพันธ์กับ Microsoft ซึ่งเป็นทั้งพันธมิตรและคู่แข่งในเวลาเดียวกัน
ในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวของ Google แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ “reverse-acquihire” ที่กำลังเป็นเทรนด์ในวงการเทคโนโลยี โดยบริษัทใหญ่เลือกดึงตัวบุคลากรและลิขสิทธิ์เทคโนโลยี แทนการเข้าซื้อกิจการทั้งหมด เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและรักษาความยืดหยุ่น ตัวอย่างที่คล้ายกัน ได้แก่ การที่ Microsoft ดึงตัว Mustafa Suleyman จาก Inflection AI และ Google ดึง Noam Shazeer จาก Character.AI
ดีลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามแย่งชิงบุคลากรและเทคโนโลยี AI ที่กำลังร้อนระอุในปี 2025 โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Meta และ Amazon ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อครองความเป็นผู้นำในวงการ สำหรับ Windsurf การคงสถานะเป็นบริษัทอิสระพร้อมข้อตกลงกับ Google อาจเปิดโอกาสให้เติบโตต่อไปในอนาคต ขณะที่ Google DeepMind ได้รับการเสริมทัพด้วยทีมงานชั้นนำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความก้าวหน้าในโปรเจกต์ Gemini และเครื่องมือ AI อื่น ๆ
ส่วน OpenAI อาจต้องกลับไปทบทวนกลยุทธ์การซื้อกิจการและหาวิธีรับมือกับความท้าทายจากพันธมิตรอย่าง Microsoft เพื่อไม่ให้เสียโอกาสสำคัญเช่นนี้อีกในอนาคต วงการ AI ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่ไม่มีใครยอมใคร และนี่คือหนึ่งในตอนที่ทำให้เราต้องจับตาดูต่อไป!
ข้อมูล: Windsurf