Amazon Web Services ประกาศลงทุน 1.9 แสนล้านบาท ขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) ได้ให้บริการลูกค้าในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2549 และต่อมาได้เปิดสำนักงานในกรุงเทพฯ ในปี 2558 เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและส่งเสริมองค์กรทั่วทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ขั้นสูง ในวันนี้ AWS ได้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลงทุนในไทย ด้วยการประกาศว่า AWS Asia Pacific (Bangkok) Region ใหม่จะเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2568 การลงทุนมากกว่า 1.9 แสนล้านบาท (หรือ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ในประเทศไทยจนถึงปี 2580 จะช่วยให้นักพัฒนา สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ และองค์กรต่าง ๆ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงผลกําไร สามารถเลือกใช้บริการคลาวด์สำหรับรันแอปพลิเคชันและให้บริการแก่ผู้ใช้ปลายทางจากศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย

AWS Region ใหม่ที่กำลังจะเปิดใช้งานนี้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AWS ในประเทศไทย ซึ่งเพิ่มเติมจาก Amazon CloudFront edge ทั้งหมด 10 แห่งรวมถึง AWS Outposts และ AWS Local Zone ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย AWS Region ใหม่นี้ถือเป็น Region ทื่สี่ของ AWS ที่เปิดตัวในภูมิภาคอาเซียนซึ่งประกอบไปด้วยสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2567 นี้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเก็บข้อมูลของตนไว้ในประเทศไทย ช่วยให้ลูกค้าสามารถลดความหน่วงของการรับส่งข้อมูลได้มากยิ่งขึ้น และตอบสนองความต้องการที่เติบโตขึ้นอยากมากในการใช้คลาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนให้ประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในภูมิภาคภายใต้วิสัยทัศน์ “Ignite Thailand” ของภาครัฐ การเป็นศูนย์รวมของการลงทุน บวกกับวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับอนาคตดิจิทัลของประเทศ และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ได้จุดประกายการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะพลิกโฉมอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจ และยกระดับประเทศสู่เวทีโลก

AWS Region ในประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยในด้านดิจิทัล และรองรับความต้องการของตลาดในด้านเทคโนโลยีคลาวด์ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์ “Ignite Thailand” และนโยบาย “Cloud-First” ของภาครัฐ ที่มุ่งพัฒนาประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานแห่งใหม่นี้จะช่วยให้ลูกค้าตั้งแต่สตาร์ทอัพ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ สามารถร่วมมือ ทดลอง พัฒนาและเติบโตไปด้วยกันการเข้าถึงเทคโนโลยีล่าสุด เช่น Generative AI, แมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning: ML), Internet of Things (IoT) และอื่น ๆ อีกมากมาย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ยินดีต้อนรับการลงทุน 5 พันล้านเหรียญสหรัฐของ AWS ในการสร้าง AWS Thailand Region แห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น การลงทุนครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพิ่มโอกาส และความสามารถในการแข่งขันของไทย และส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ ผู้ประกอบการ และสตาร์ทอัพไทยนับพันราย ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของนโยบาย Cloud First ที่สนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อว่า AWS Thailand Region จะสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจ เสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรของเรา รวมถึงขับเคลื่อนนวัตกรรม รัฐบาลพร้อมที่จะร่วมมือกับ AWS เพื่อดึงศักยภาพและสร้างประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาครั้งนี้ไปสู่ประชาชนชาวไทยทุกคน ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญ ผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัล และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก”

ผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลสำหรับลูกค้าในประเทศและ AWS Partner

ในประเทศไทย ทีมงานของ AWS ประกอบด้วยพนักงานหลายส่วนที่มาจากหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย Solutions Architect ฝ่ายฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร หรือฝ่ายพัฒนาด้านธุรกิจ ทุกหน่วยงานมีศักยภาพ พร้อมรองรับลูกค้าและ AWS Partner ทุกขนาดในการสร้างบน AWS ยกตัวอย่างเช่น 2C2P, Accenture, aCommerce, Amity, Ascend Money, AXONS, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ, DailiTech, G-Able, กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน, บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), MONIX, NocNoc, ปตท. จำกัด, บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SiS, และโตโยต้า เป็นต้น

วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ประจำประเทศไทยของ AWS กล่าวว่า “ลูกค้าของเราในประเทศไทยเช่น บางกอกแอร์เวย์ส, บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC), และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ใช้งานบนระบบคลาวด์ที่กว้างขวางและครอบคลุมของ AWS เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และการเปิดตัว AWS Thailand Region ภายในต้นปี 2568 นี้ จะยิ่งช่วยผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีภายในภูมิภาค โดยเรามีความยินดีอย่างยิ่งในการส่งเสริมอนาคตที่รุ่งเรืองสำหรับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเราทุกราย”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2518 เป็นศูนย์กลางซื้อขายหลักทรัพย์และให้บริการที่เกี่ยวข้อง มีสินค้าและบริการครบวงจร โดยกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ที่รองรับผู้ใช้งานกว่า 3.6 ล้านบัญชี คุณถิรพันธุ์ สรรพกิจ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “AWS ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่แข็งแกร่งสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ มีความหน่วงต่ำ ตอบสนองตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและข้อบังคับที่เข้มงวดได้ พร้อมรองรับความต้องการใหม่ ๆ และนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ลงทุนในยุคดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยให้การปรับระบบให้รองรับผู้ใช้พร้อมกันมากกว่า 500,000 ราย (concurrent) สามารถทำได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ยังคงรักษาประสิทธิภาพการให้บริการในระดับสูงสุดไว้ คาดว่าการเปิดตัว AWS Region ในประเทศไทยภายในต้นปี 2568 จะช่วยยกระดับประสบการณ์การซื้อขายของผู้ลงทุนให้ดียิ่งขึ้น”

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หนึ่งในห้าธนาคารชั้นนำของประเทศไทย กำลังผลักดันการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลด้วยการใช้ประโยชน์จาก AWS เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า การเพิ่มการเข้าถึงทางการเงิน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ธนาคารใช้เทคโนโลยีคลาวด์ของ AWS รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล แมชชีนเลิร์นนิง (ML) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อนวัตกรรมและปรับปรุงกระบวนการทำงาน การบูรณาการเชิงกลยุทธ์นี้สนับสนุนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกลุ่ม ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา อยุธยาแคปปิตอลเซอร์วิสเซส และกรุงศรี ออโต้ ทำให้สามารถให้บริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณพชร วันรัตน์เศรษฐ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะพาร์ทเนอร์ด้านคลาวด์ของเรา AWS มีบทบาทสำคัญในการผลักดันความสำเร็จของโครงการคลาวด์ของกรุงศรี (Krungsri Cloud Program) การเปิดตัว AWS Region ในประเทศไทยจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายขอบเขตในการทำงานร่วมกันกับ AWS ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างไร้ขีดจำกัด”

กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2559 โดยธนาคารกสิกรไทย (KBank) หนึ่งในผู้นำทางการเงินดิจิทัล KBTG ดูแลปฏิบัติการไอทีและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมสนับสนุนเส้นทาง Digital Transformation และการประกอบธุรกิจต่างๆ ของธนาคารและบริษัทในเครือ รวมแล้วมากกว่า 400 แอปพลิเคชัน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเงินเข้าถึงได้อย่างสะดวกและครอบคลุมสำหรับลูกค้าทั่วทั้งภูมิภาค คุณตะวัน จิตรถเวช Chief Technology Officer ที่ KBTG กล่าวว่า “การร่วมมือกับ AWS เป็นกลยุทธ์ที่พลิกเกมและมีส่วนให้เราได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมฟินเทค เราเลือกที่จะพาร์ทเนอร์กับ AWS เพราะมีบริการที่ครอบคลุมและหลากหลาย รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์โซลูชัน และความคล่องตัวในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยรูปแบบการใช้งานที่มีความยืดหยุ่น ทำให้เราสามารถปรับขนาดการใช้งานได้อย่างเหมาะสมตามความต้องการของตลาด เพื่อลดค่าใช้จ่ายต้นทุนได้อย่างเหมาะสม และด้วย AWS Thailand Region ที่กำลังจะเปิดตัวนี้ ทำให้เรายิ่งมั่นใจในประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย การ Synchronize Data ข้อมูล และการรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อต่อยอดการให้บริการทางการเงินของเราแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย”

พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG Energy เป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นธุรกิจจัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและบริการค้าปลีก คุณทรงพล บุษปฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศ กล่าวว่า “ปัจจุบันระบบงานหลักของเรา (Core Services) ทำงานบนระบบ AWS ซึ่งเราได้รับบริการและการสนับสนุนที่น่าประทับใจและเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอันใกล้นี้ เรามีแผนที่จะอัปเกรดระบบขายหน้าร้าน (Point of Sale: POS) สำหรับร้านค้าปลีกและปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในการนำระบบ POS ใหม่นี้มาใช้งานบน AWS โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัวของ AWS Region ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากการลดความหน่วงของข้อมูลในพื้นที่ และทำให้เราสามารถดำเนินงานของร้านค้าที่มีปริมาณการทำธุรกรรมสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก GC เป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลก โดยการดำเนินงานที่สอดคล้องไปกับเมกะเทรนด์ของโลกตั้งแต่ปิโตรเคมีไปจนถึงชีวเคมี GC มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพด้านธุรกิจด้วยการประยุกต์ใช้กรณีการใช้งานและโพรเจกต์ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้ data platform บน AWS ที่นำโดยทีม ProServe และต่อมาได้นำ ML Operations มาใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพในโรงงานหลายแห่ง ล่าสุด GC ได้พัฒนา AskMeGC ซึ่งเป็นระบบที่ถูกใช้ในระดับองค์กร ด้วยเทคโนโลยี Generative AI ของ AWS อย่าง Amazon Bedrock และ Claude 3 คุณฉัตรสุดา กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิรูปธุรกิจสู่ความเป็นเลิศ กล่าวว่า “การเปิดตัว AWS Region ในประเทศไทยจะช่วยให้เราสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาปรับใช้ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ค้นพบกรณีการใช้งานที่ไม่เคยมีมาก่อน และพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานด้วย Generative AI อย่างเช่น Amazon Bedrock”

เอสซีจี หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG) เป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำในประเทศไทยมี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ วัสดุก่อสร้างซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ที่เลือกใช้งานระบบคลาวด์ของ AWS ในการพัฒนาการให้บริการลูกค้า และเสริมสร้างประสิทธิภาพขององค์กร จากการใช้งานของระบบ SAP บน AWS SCG สามารถบริหารจัดการสินค้าในคลังได้แบบเรียลไทม์ควบคู่ไปกับข้อมูลการผลิตในการดำเนินงานของหลากหลายส่วน เพื่อพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้ายิ่งขึ้นไปอีกจากการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยและง่ายขึ้น และในขณะเดียวกันช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน IT ได้มากถึง 30% คุณปิยะพล วลัยกนก ผู้อำนวยการ Corporate IT ของ SCG กล่าวว่า “การเปิดตัว AWS Region ใหม่ ในประเทศไทยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถขยายขอบเขตข้อมูลอุตสาหกรรมและการทำงานด้วย Generative AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานทางธุรกิจ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะทดลองความสามารถใหม่ของ AWS ในด้าน Generative AI ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า พัฒนานวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ การให้บริการ และโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าเราได้อย่างตรงจุด”

ความสนใจใน Generative AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในประเทศไทย

เทคโนโลยี Generative AI เป็นประเภทของของปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาและแนวคิดใหม่ ๆ ได้ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบันเราได้เห็นถึงความสนใจของประชาชนทั่วไปใน Generative AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และการเปิดตัวของ AWS Thailand Region ใหม่นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวที่ AWS มีให้แก่ลูกค้า เพื่อที่พวกเขาจะได้นำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI หรือ ML มาประยุกต์ใช้ได้อย่างง่ายดาย

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในเครือ บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ใช้เทคโนโลยี Generative AI ของ AWS ในการสรุปข้อมูลข่าวสาร รวมถึงการดัดแปลงเนื้อหาและโฆษณาให้ตรงต่อกลุ่มลูกค้าสำหรับธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเป็นหนึ่งในสื่อสิ่งพิมพ์ข่าวธุรกิจแบบออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของเครือ บริษัท เนชั่น กรุ๊ป การใช้งานบนระบบ AWS ทำให้สื่อสามารถผลิตเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและถูกดัดแปลงให้เหมาะสมกับลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ในขณะเดียวกันเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับทีมสื่อ กรุงเทพธุรกิจวางแผนที่จะนำโมเดลพื้นฐาน Claude2 ที่อยู่ใน Amazon Bedrock มาใช้งานในการปรับจูนเนื้อหาข่าวและทำการสรุปข่าว ให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข่าวได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Generative AI ยังสามารถช่วยพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าโดยการให้ผู้อ่านสามารถปรับเนื้อหาข่าวให้ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคลยิ่งขึ้น

บริษัทสตาร์ทอัพไทย Botnoi Voice เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำ Generative AI มาใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นในประเทศไทย Botnoi Voice ได้สร้าง AI bot ที่มีชื่อว่า Botnoi Voice ที่สามารถเปลี่ยนข้อความเป็นคำพูดได้ โดยใช้เสียงที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่เป็นภาษาไทย และมีความเป็นธรรมชาติและชัดเจนอย่างยิ่ง โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) ที่รับรู้ถึงวัฒนธรรมต่าง ๆ ใช้บริการของ AWS compute เพื่อสร้างเสียงสังเคราะห์ในรูปแบบเสียงคนพูดที่มีความเป็นธรรมชาติและการบันทึกข้อมูลลงไฟล์ แบรนด์ต่าง ๆ เช่นบริษัทประกัน FWD Insurance ได้รับผลประโยชน์จากบริการของ Botnoi Voice เป็นที่เรียบร้อย เพื่อปรับปรุงการสื่อสารกับลูกค้าในทุกอุตสาหกรรม เช่น ผู้ให้บริการทางการเงิน การศึกษา และสื่อ ทำให้แบรนด์เหล่านี้ สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่น่าดึงดูดและใช้งานง่ายให้กับลูกค้า

ความต้องการทักษะด้านคลาวด์และดิจิทัลในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนทักษะด้าน AI ในบุคลากรไทย โดย 64% ของนายจ้างในประเทศไทยระบุว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะ AI ตามที่ต้องการได้ ข้อมูลนี้มาจากการศึกษาในหัวข้อ “การยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI): การเตรียมความพร้อมบุคลากรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสู่งานแห่งอนาคต” ซึ่งเป็นการศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับทักษะดิจิทัลด้าน AI โดย Access Partnership และ AWS ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะ AI ทั้งสำหรับนายจ้างและบุคลากรในประเทศไทย

AWS มุ่งมั่นที่จะฝึกอบรมคนไทย โดยได้ฝึกอบรมบุคลากรมาแล้วกว่า 50,000 คนในประเทศไทยด้วยทักษะด้านคลาวด์ตั้งแต่ปี 2560 และจะฝึกอบรมให้ถึง 100,000 คนภายในปี 2569 ทั้งนี้ AWS ได้ร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI), และองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ในภาคเอกชนเช่น CPF และกลุ่มเซ็นทรัล ไปจนถึงโปรแกรมฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานของ AWS อีกมากมาย

ในเดือนพฤศจิกายน 2566 บริษัท Amazon ได้เปิดตัวโครงการ ‘AI Ready’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่ AWS มี ในการฝึกอบรมทักษะด้านคลาวด์ให้กับผู้คนจำนวน 29 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2568 โครงการ ‘AI Ready’ นำเสนอหลักสูตรฝึกอบรมด้าน AI และ Generative AI แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่เหมาะกับผู้เรียนไม่ว่าจะต้องการเน้นทักษะเทคนิคเฉพาะทางหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเสริมสร้างทักษะด้าน AI ได้ในแบบที่ต้องการ ในปัจจุบัน AWS Academy ช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาเข้าถึงหลักสูตรด้านคลาวด์ที่พร้อมสอนฟรี ซึ่งเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถสอบเพื่อรับใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมและสายงานคลาวด์ที่เป็นที่ต้องการ โดยปัจจุบันมีนักศึกษาจาก 26 สถาบันในประเทศไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น ที่สามารถเข้าถึงหลักสูตรนี้ได้ นอกจากนี้ AWS ยังได้เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมละการรับรองมาตรฐานอื่น ๆ อีกมากมายในประเทศไทย เพื่อให้ผู้เรียนได้มีทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็นและช่วยให้ประสบความสำเร็จในสายงานด้านดิจิทัลได้ เช่น AWS Skill Builder ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่มีหลักสูตรออนไลน์ด้านทักษะคลาวด์ฟรีมากกว่า 600 หลักสูตร รวมถึง 62 หลักสูตรที่เป็นภาษาไทย นอกจากนี้ยังมีศูนย์การเรียนรู้ออนไลน์ใหม่ที่ช่วยให้สามารถสร้างทักษะด้าน AWS Cloud ได้ง่ายขึ้น และการฝึกอบรมดิจิทัลแบบเรียนด้วยตนเองตามความสะดวกของแต่ละบุคคล


เกี่ยวกับอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส

ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (Amazon Web Services: AWS) เป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในโลก AWS ขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการทำงานบนคลาวด์ทุกรูปแบบ ซึ่งในปัจจุบันมีบริการอย่างเต็มรูปแบบกว่า 240 รายการ สำหรับการคำนวณ การจัดเก็บข้อมูล ฐานข้อมูล ระบบเครือข่าย การวิเคราะห์ การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (Internet of Things: IoT) โทรศัพท์มือถือ การรักษาความปลอดภัย ไฮบริด เทคโนโลยีโลกเสมือนจริง (Virtual Reality: VR) และการรวมวัตถุเสมือนเข้ากับสภาพแวดล้อมจริง (Augmented Reality: AR) สื่อและการพัฒนาแอปพลิเคชัน การใช้งาน และการจัดการจาก 105 Availability Zones (AZs) ใน 33 ภูมิภาค พร้อมประกาศแผนสำหรับ Availability Zones เพิ่มเติมอีก 18 แห่ง และ AWS Regions อีกหกแห่งในมาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ไทย และภูมิภาคยุโรป (AWS European Sovereign Cloud) ลูกค้ากว่าล้านรายรวมไปถึงสตาร์ทอัพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว องค์กรขนาดใหญ่ และหน่วยงานภาครัฐ ต่างเชื่อมั่นใน AWS ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของพวกเขาให้มีความคล่องตัวมากขึ้นและมีต้นทุนที่น้อยลง เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ AWS ได้ที่ aws.amazon.com    

Share via
Copy link