silicon-cover

การเจรจาภาษีระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ ชะงักงัน: วอชิงตันกดดันไต้หวันลงทุนเพิ่มมหาศาล หวั่นสะเทือน Silicon Shield ในระยะยาว

การเจรจาเรื่องภาษีนำเข้าระหว่างไต้หวันและสหรัฐอเมริกากำลังประสบภาวะหยุดชะงัก เนื่องจากรายงานข่าวจาก Bloomberg ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้ไต้หวันเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างมหาศาล ในระดับที่เทียบเคียงกับญี่ปุ่น แลกกับการลดหย่อนภาษีนำเข้าซึ่งยังไม่มีความชัดเจน

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อไต้หวัน เนื่องจากเส้นตายคือวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ไต้หวันอาจต้องเผชิญกับมาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ที่สูงถึง 32% ทว่าข้อเสนอจากฝั่งสหรัฐฯ ยังคงคลุมเครือ โดยเสนอเพียง “อัตราภาษีที่ดีที่สุด” (best rate tariff) แต่ไม่มีการระบุตัวเลขที่ชัดเจน

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า ไต้หวันประเมินว่าอัตราภาษีดังกล่าวอาจใกล้เคียงกับของญี่ปุ่นที่ 15% โดยสหรัฐฯ ใช้กรณีการลงทุนของญี่ปุ่นเป็นข้อได้เปรียบในการเจรจา ญี่ปุ่นได้ให้คำมั่นว่าจะจัดตั้งกองทุนมูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 16.33 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่) ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่วอชิงตันใช้กดดันให้ไต้หวันลงทุนเพิ่มเช่นกัน

ความกังวลเกี่ยวกับสถานะของไต้หวันในการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน

ขณะที่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงดำเนินต่อไป มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่ารัฐบาลทรัมป์อาจใช้ไต้หวันเป็น “ไพ่ต่อรอง” เพื่อแลกกับข้อตกลงและสัมปทานจากปักกิ่ง

ศาสตราจารย์ Ja Ian Chong จาก National University of Singapore ชี้ให้เห็นว่าอนาคตทางการเมืองของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ (Lai Ching-te) แห่งไต้หวัน ขึ้นอยู่กับทิศทางการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นสำคัญ “ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดสำหรับไล่ในตอนนี้คือการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และการที่รัฐบาลทรัมป์จะยอมอ่อนข้อให้กับปักกิ่งจนส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของไต้หวันหรือไม่” ศาสตราจารย์ Chong กล่าวเสริมว่า “นั่นจะสร้างความท้าทายที่ใหญ่หลวงยิ่งขึ้นสำหรับไล่ ชิงเต๋อและรัฐบาลของเขา”

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อยังต้องเผชิญกับอีกหนึ่งภัยคุกคาม คือข้อเสนอการเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์จากทรัมป์

คุณ Ma Tieying นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก DBS Bank ชี้ว่าเนื่องจากไต้หวันมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมชิป ประเทศจึงอาจสามารถผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ไปยังผู้บริโภคในสหรัฐฯ ได้

อย่างไรก็ตาม หากวอชิงตันกดดันให้ไต้หวันย้ายฐานการผลิตชิปไปยังสหรัฐฯ มากขึ้น อาจเป็นความเสี่ยงในระยะยาวต่อแนวคิด “โล่ซิลิคอน” (silicon shield) ของไต้หวัน ซึ่งหมายถึงการที่ทั่วโลกพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน จะเป็นแรงกระตุ้นให้ชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงหากจีนตัดสินใจรุกรานไต้หวัน การย้ายฐานการผลิตจะลดอำนาจต่อรองและกลไกป้องกันตัวที่สำคัญนี้ลง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไต้หวัน

สถานการณ์การเจรจาภาษีที่ยืดเยื้อนี้ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสหรัฐฯ ใช้การค้าเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การที่สหรัฐฯ กดดันให้ไต้หวันลงทุนเพิ่มในประเทศตนเอง อาจมองได้ว่าเป็นกลยุทธ์ “America First” ที่มุ่งเน้นการสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แต่สำหรับไต้หวันแล้ว การลงทุนมหาศาลเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรและการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศของตนเอง นอกจากนี้ การไม่ได้รับความชัดเจนเรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่แน่นอนยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาคธุรกิจของไต้หวัน ทำให้ยากต่อการวางแผนการผลิตและการส่งออก

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไต้หวันอยู่ในตำแหน่งที่ละเอียดอ่อนระหว่างสองมหาอำนาจ การพึ่งพิงสหรัฐฯ ทั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจทำให้ไต้หวันมีข้อจำกัดในการต่อรอง ประเด็น “ไพ่ต่อรอง” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศ หากสหรัฐฯ ยอมประนีประนอมกับจีนโดยแลกกับผลประโยชน์ของไต้หวัน ก็จะสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไต้หวันในระยะยาว

ประเด็นเรื่อง “โล่ซิลิคอน” เป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การที่ไต้หวันเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะชิปขั้นสูง ทำให้ชาติต่างๆ ทั่วโลกต้องพึ่งพาไต้หวันอย่างมาก ซึ่งเป็นเหมือนหลักประกันความมั่นคงทางอ้อม หากการผลิตชิปถูกย้ายไปยังสหรัฐฯ หรือประเทศอื่น ๆ มากขึ้น พลังในการต่อรองและป้องกันตัวของไต้หวันก็จะลดลง ทำให้ไต้หวันอาจเผชิญกับภัยคุกคามจากจีนโดยปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติได้ง่ายขึ้น

ข้อมูล: Keoni Everington, (2025), Taiwan-US tariff talks stall with demands for increased investment, Taiwan News, 30 กรกฏาคม 2025