BIOSTAR A520MH (Review) เมนบอร์ดรุ่นประหยัดที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ลงตัว
BIOSTAR A520MH เมนบอร์ดซ็อกเก็ต AM4 ที่รองรับซีพียู Ryzen ด้วยชิปเซต A520 มาในแพลตฟอร์มขนาด micro ATX ถึงจะเป็นเมนบอร์ดรุ่นเล็กที่ใช้เพียงชิปเซต A520 แต่ความสามารถของเมนบอร์ดรุ่นนี้ไม่เล็ก สามารถรองรับซีพียูรุ่นได้ตั้งแต่ระดับ Ryzen 3 ไปจนถึงซีพียูรุ่นใหญ่ในระดับ Ryzen 9 ได้ ทำให้ผู้ใช้มีตัวเลือกในการทำงานที่กว้างพอสมควร

คุณสมบัติทางเทคนิคที่สำคัญ
- รองรับซีพียู AMD Ryzen 3rd Gen (Matisse/ Renoir) และ 4th Gen (Vermeer) processors
- ชิปเซต AMD A520
- รองรับหน่วยความจำ DDR4, 2-DIMM, Max 64GB (Module 8GB. 16GB, 32GB)
- ความเร็วของหน่วยความจำ DDR4-4933+(OC)/4800(OC)/4600(OC)/4400(OC)/4000(OC)/3800(OC)/3600(OC)
/3200/2933/2667/2400/2133/1866 - รองรับ USB 3.2 Gen1
- รองรับ PCIe M.2
- รองรับ HDMI 2.1 4K resolution
- AUDIO CODEC: ALC887 7.1 Channels
- LAN: Realtek RTL8111H 10/100/1000 Mbps

🔼ตามสไตล์ของเมนบอร์ดรุ่นประหยัดที่ใช้ชิปเซตรุ่นเล็กอย่าง A520 ก็จะมีสล๊อตสำหรับติดตั้งหน่วยความจำมาให้เพียงสองช่องเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถรองรับหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 64GB คือสามารถรองรับหน่วยความจำแผงละ 32GB ได้ สำหรับคนที่ต้องการใช้โมดูลหน่วยความจำความจุสูง ที่เกินกว่า 8GB ต่อโมดูล แนะนำให้ไปตรวจสอบก่อนว่าใช้งานร่วมกับหน่วยความจำยี่ห้อใดรุ่นใดได้บ้าง เพราะหน่วยความจำพวกนี้บางทีต้องการไบออสที่รองรับโดยเฉพาะ ซึ่งรุ่นที่อยู่ในลิสต์รายชื่อได้ผ่านการทดสอบและปรับแต่งไบออสมาให้รองรับแล้วนั่นเองครับ

🔼เมนบอร์ดรุ่นนี้มาพร้อมกับภาคจ่ายไฟแบบ 7 เฟส ที่สามารถรองรับซีพียูรุ่นใหญ่ในระดับ Ryzen 9 ได้ แม้ที่ภาคจ่ายไฟจะไม่มีฮีตซิงค์มาให้ แต่ถ้าเราจัดการระบายความร้อนภายในเคสดี ๆ ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติครับไม่มีปัญหาอะไร แม้ว่่าจะไม่ได้ใช้งานในห้องแอร์ก็ตาม ที่สำคัญอุปกรณ์ที่นำมาใช้ตรงภาคจ่ายไฟร่วมถึงส่วนอื่น ๆ ของเมนบอร์ดก็เป็นของที่คุณภาพสูง

🔼เนื่องจากเป็นเมนบอร์ดราคาประหยัดและเป็นเมนบอร์ดขนาด microATX ดังนั้นสล็อต PCIe ในการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมก็จะมีมาใช้เพียง 3 สล็อตเท่านั้น ประกอบไปด้วย สล็อต PCIe 3.1 x16 หนึ่งสล๊อตสำหรับติดตั้งการ์ดจอแยก และมี PCIe 3.0 x 1 มาให้อีกสองสล๊อต ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานกับเมนบอร์ดระดับนี้ และมีคอนเน็คเตอร์ M.2 NVMe PCIe 3.0 x 2 ที่รองรับ SSD NVMe ด้วยความเร็วสูงสุด 32Gb/s

🔼ที่ชิปเซต A520 ได้ติดตั้งฮีตซิงค์มาให้ด้วยเพื่อช่วยระบายความร้อน พร้อมด้วยคอนเน็คเตอร์ SATA 6.0Gbps สำหรับต่อกับฮาร์ดดิสก์ และ SSD อีก 4 ช่อง

🔼ตามประสาเมนบอร์ดรุ่นเล็กพอร์ตการเชื่อมต่อก็อาจจะไม่ได้มีมากมายเหมือนกับรุ่นใหญ่ แต่ก็มีมาให้แบบพร้อมใช้งานในทุกรูปแบบ ตั้งแต่พอร์ตต่อเมาส์คีย์บอร์ดแบบ PS/2 พอร์ตต่อจอภาพ HDMI (รองรับ 4K) และ VGA ถ้ดมาเป็นช่อง USB 3.2 Gen 1 จำนวน 4 ช่อง (สีน้ำเงิน) ส่วน USB สีดำตรงพอร์ต LAN จะเป็นแบบ USB 2.0 และสุดท้ายเป็นชุดคอนเน็คเตอร์ระบบเสียงที่รองรับ 7.1CH
ซีพียูที่รองรับ
ชิปเซต A520 นั้นถูกออกแบบมาเพื่อรองรับซีพียู Ryzen 3000 Series และ Ryzen 5000 Series โดยเฉพาะ ข้อมูลการรองรับซีพียูในตารางด้านล่างนี้คือข้อมูลที่เราตรวจสอบมาจนถึงวันที่เราทำการโพสต์บทความครับคือในวันที่ 7 เมษายน 2564 แต่ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ BIOSTAR ได้โดยตรงครับ
| Processor | Model | Frequency | GPU Frequency | Core Name | Watts | BIOS | Upload Date |
| Ryzen 7 | PRO 4750G | 3.60 GHz | 2100 MHz | Renoir | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 7 | PRO 3700 | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 7 | 5800X | 3.80 GHz | N/A | Vermeer | 105W | A52ASB04.BSS | 2020/11/04 |
| Ryzen 7 | 3800XT | 3.90 GHz | N/A | Matisse | 105W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 7 | 3800X | 3.90 GHz | N/A | Matisse | 105W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 7 | 3700X | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | PRO 4650G | 3.70 GHz | 1900 MHz | Renoir | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | PRO 3600 | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | 5600X | 3.70 GHz | N/A | Vermeer | 65W | A52ASB04.BSS | 2020/11/04 |
| Ryzen 5 | 3600XT | 3.80 GHz | N/A | Matisse | 95W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | 3600X | 3.80 GHz | N/A | Matisse | 95W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | 3600 | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | 3500X | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 5 | 3500 | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 3 | PRO 4350G | 3.80 GHz | 1700 MHz | Renoir | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 3 | 3300X | 3.80 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 3 | 3100 | 3.60 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 9 | PRO 3900 | 3.10 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 9 | 5950X | 3.40 GHz | N/A | Vermeer | 105W | A52ASB04.BSS | 2020/11/04 |
| Ryzen 9 | 5900X | 3.70 GHz | N/A | Vermeer | 105W | A52ASB04.BSS | 2020/11/04 |
| Ryzen 9 | 3950X | 3.50 GHz | N/A | Matisse | 105W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 9 | 3900XT | 3.80 GHz | N/A | Matisse | 105W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 9 | 3900X | 3.80 GHz | N/A | Matisse | 105W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
| Ryzen 9 | 3900 | 3.10 GHz | N/A | Matisse | 65W | A52AS706.BSS | 2020/07/06 |
ก็จะเห็นได้ว่าซีพียูที่รองรับนั้นก็จะมีตั้งแต่ซีพียูรุ่นเล็กอย่าง Ryzen 3 3000 Series ไปจนถึง Ryzen 9 5000 Series เลยทีเดียว ส่วนซีพียูที่มีกราฟิกในตัวที่จะนำมาใช้กับเมนบอร์ดรุ่นนี้ได้ก็ต้องเป็นซีพียูในตระกูล Ryzen Pro 4000G Series เท่านั้นครับ ถ้าเป็น Ryzen 3000G Series นั้นไม่สามารถนำมาใช้งานได้ครับ
อุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบ
- CPU: Ryzen 5 3600X (6C/12T) Base 3.8GHz / Boost Max 4.4GHz
- Cooling: Thermaltake UX-200 ARGB
- Mainboard: BIOSTAR A520MH
- RAM: Thermaltake TOUGHRAM Z-ONE DDR4-3200MHz (8GBx2)
- GPU: NVIDIA RTX 2080 Ti Founder Edition
- SSD: PLEXTOR PX-512M9PGN (512 GB, PCI-E 3.0 x4)
- PSU: RAIDMAX RX-1200AE (80 Plus Bronze)


สำรวจไบออส
BIOSTAR เป็นผู้ผลิตเมนบอร์ดที่ออกแบบไบออสมาดูเรียบง่ายสบายตา ทำให้เวลาหาเมนูหรือหัวข้อต่าง ๆ ทำได้ง่าย แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เคยลองใช้เมนบอร์ดของ BIOSTAR มาก่อนก็ตาม



ไฟแรงเกินตัว…ต้องลดหน่อย
ก่อนเริ่มการทดสอบเพื่อเก็บผลอย่างเป็นทางการ เราก็ติดตั้งซีพียูและฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ลงไปพร้อมด้วยการใช้การตั้งค่าไบออสจากโรงงานแบบไม่กำหนดอะไรเองเลย และสิ่งที่เราพบก็คือไฟที่จ่ายให้กับซีพียูนั้นมีค่าค่อนข้างสูง ทำให้ซีพียูนั้นมีความร้อนไปจนถึงระดับ 83 องศาเซลเซียส (ห้อง 26 องศาเซลเซียส) ในการทดสอบด้วย Cinebench R23 ส่งผลให้ซีพียูมีการปรับลดความเร็วของคอร์ประมวลผลลงไปต่ำมาก ๆ เพื่อลดความร้อน และทำให้ผลการทดสอบต่ำเกินว่าที่ควรจะเป็น ส่วนฮีตซิงค์ที่เราใช้คือ Thermaltake UX-200 ARGB ซี่งไม่ใช่รุ่นที่เน้นประสิทธิภาพมานัก เป็นรุ่นใช้งานทั่วไปและเน้นความเงียบของพัดลมครับ
ส่วนสาเหตุที่แรงดันไฟฟ้าของเมนบอร์ดรุ่นนี้ค่อนข้างสูงก็เป็นเพราะเป็นการตั้งไฟมาเพื่อทำงานร่วมกับซีพียู Ryzen 5000 Series นั่นเอง และยังรองรับซีพียูในระดับ Ryzen 9 ได้ เมื่อเราใช้แค่เพียงซีพียูรุ่นกลาง ๆ อย่าง Ryzen 5 3600X ที่ไม่ได้ต้องการแรงดันไฟสูง รวมไปถึงเมนบอร์ดชิปเซต A520 เองก็ไม่รองรับการโอเวอร์คล็อกซีพียู เราก็เลยจัดการลดแรงดันไฟฟ้าของซีพียูลง ด้วยการปรับค่าออฟเซตในไบออสลงมาที่ -0.75 โวลท์ ผลที่ได้ก็คือ ซีพียูทำงานด้วยความเร็วคงที่มากขึ้นและความร้อนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียสตลอดทุกการทดสอบอีกด้วย เฉลี่ยอยู่ที่ 72 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตามการลดแรงดันไฟของซีพียูนั้นแม้จะทำให้ความร้อนของซีพียูลดลง แต่การปรับลดแรงดันไฟฟ้านั้นไม่ได้มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียูและรุ่นของเมนบอร์ดที่ใช้ แม้แต่เมนบอร์ดรุ่นเดียวกัน ถ้าไบออสคนละเวอร์ชันค่าแรงดันไฟของซีพียูที่ส่งออกมาอาจจะไม่เท่ากันก็ได้ ผู้ใช้จำเป็นต้องลองและทดสอบด้วยตัวเองเพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดครับ เพราะถ้าลดแรงดันไฟฟ้ามากเกินไปก็ทำให้ซีพียูทำงานได้อย่างไม่มีเสถียรภาพครับ
หลังจากปรับไฟและทดสอบเรื่องเสถียรภาพในการทำงานไปเรียบร้อย คราวนี้ก็มาทดสอบเก็บคะแนนกันอย่างจริงจังได้แล้วครับ
ทดสอบด้วย 3DMark
วัตถุประสงค์ในการทดสอบ 3DMark ในครั้งนี้เราไม่ได้จะมาดูความแรงของการ์ดจอโดยตรงนะครับ แต่จะดูว่าเมื่อการ์ดจอรุ่นใหญ่อย่าง RTX 2080 Ti นำมาติดตั้งกับชิปเซตรุ่นเล็ก ๆ อย่าง A520 นี้จะสามารถถ่ายถอดประสิทธิภาพการทำงานเหมือนกับอยู่บนเมนบอร์ดชิปเซตรุ่นใหญ่อย่าง B550 และ X570 ได้หรือไม่
สำหรับผลการทดสอบของ 3DMark ทั้งสองการทดสอบคือ TimeSpy และ Fire Strike ก็แสดงให้เราเห็นแล้วนะครับว่าประสิทธิภาพของ RTX 2080 Ti นั้นยังคงทำงานได้อย่างปกติทุกประการครับ และในช่วงที่ทดสอบด้วย Fire Strike ที่ใช้จำนวนคอร์ซีพียูไม่มากนักซีพียูก็สามารถบูสความเร็วไปสูงได้ในระดับ 4.36GHz ส่วนการทดสอบด้วย TimeSpy ที่มีการใช้ซีพียูมากกว่าแต่ก็ยังทำความเร็วได้ที่ 4.19MHz และบางช่วงก็ไปแตะระดับ 4.3GHz ได้ เหล่านี้ก็แสดงให้เห็นถึงความมีเสถียรภาพในการทำงานของเมนบอร์ดรุ่นนี้ได้ดี
ทดสอบด้วย CINEBENCH R23
ผลการทดสอบด้วย Cinebench R23 ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีครับ ทำคะแนน Single Core อยู่ที่ 1286pts และคะแนน Multi Core อยู่ที่ 9279pts ที่บอกว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีก็เพราะว่าที่จริงสามารถเร็วกว่านี้ได้อีกนิดถ้าใช้พวกชุดระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่ในระหว่างการทดสอบความเร็วของซีพียูทุกคอก็สามารถรักษาระดับความเร็วไว้ที่ 4.1GHz และตอนที่ทดสอบด้วย Single Core สามารถทำความเร็วไปได้ที่ 4.36-4.39GHz ก็ถือว่าไม่ธรรมดาครับ
ทดสอบโอเวอร์คล็อกแรม
อย่างที่ทราบว่าชิปเซต A520 นั้นไม่สามารถที่จะโอเวอร์คล็อกซีพียูได้ แต่สามารถที่จะทำการโอเวอร์คล็อกแรมได้ เราก็เลยลองปรับแรมเล่น ๆ ดูว่าจะไปได้ขนาดไหน สำหรับซีพียู Ryzen 5 3600X ปกติจะรองรับแรมได้ที่ความเร็ว 2666MHz เป็นมาตรฐาน แต่ผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ได้ออกแบบไบออสมาให้สามารถอ่านค่า XMP ของแรมได้ ทำให้เราสามารถเปิดค่า XMP ของแรมได้อย่างง่าย เช่นแรมที่ใช้ทดสอบในวันนี้ปกติความเร็วมาตรฐาน JEDEC สูงสุดอยู่ที่ 2666MHz เท่านั้น แต่มีค่าโปรไฟล์ XMP ที่ 3200MHz และเมื่อเปิด XMP แล้วแรมก็ทำงานได้ที่ความเร็ว 3200MHz ทันที จากนั้นเราก็ลองปรับความเร็วเพิ่มเป็น 3400MHz และไปสุดที่ 3600MHz โดยปรับแค่ตัวเลือกความเร็วจากหน้า BIOS และยังไม่ได้ลงมือปรับแต่งไฟหรือ Sub Timing ใด ๆ สำหรับเราก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้วครับ เพราะเป็นความเร็วที่ใช้งานได้จริงแบบไม่มีปัญหาใด ๆ



สรุปการทดสอบ
จากผลการทดสอบต่าง ๆ ก็เห็นได้ว่าแม้ BIOSTAR A520MH จะเป็นเมนบอร์ดที่ใช้ชิปเซตรุ่นเล็กสุดในบรรดาชิปเซต 500 ซีรีส์ แต่ก็ยังคงสามารถดึงประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่เราติดตั้งลงไปได้อย่างไม่มีปัญหา ซีพียูก็สามารถบูสไปได้สูงสุดในระดับ 4.3GHz แม้จะไม่ทะลุ 4.4GHz ตามสเปค (เพราะเราใช้ฮีตซิงค์ที่เน้นความเงียบ) แต่ก็ถือว่ามาได้ไกลเกินตัวของเมนบอร์ดแล้ว ที่สำคัญเมื่อทำงานแบบมัลติเธรดในหลาย ๆ การทดสอบก็สามารถรักษาความเร็วในการทำงานอยู่ในระดับ 4GHz ได้ทุกคอร์ตลอดการทดสอบก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมแล้วครับสำหรับเมนบอร์ดในระดับนี้ ในระหว่างการทดสอบทุกแอปพลิเคชันก็ทำงานได้แบบรวดเดียวผ่าน ไม่พบข้อผิดพลาดใด ๆ ครับ

BIOSTAR A520MH เหมาะกับใคร
ด้วยพื้นฐานของ ชิปเซต A520 ที่ออกแบบมาในแบบที่ไม่สามารถปรับแต่งอะไรได้มากนัก ทำให้เมนบอร์ดรุ่นนี้ก็เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป แค่ประกอบอุปกรณ์มาตรฐานต่าง ๆ ลงไปแล้วก็ใช้งานกันไปแบบเดิม ๆ ถึงจะปรับแต่งอะไรไม่ได้มาก แต่เมนบอร์ดรุ่นนี้ก็สามารถรองรับซีพียูได้ในช่วงที่กว้างมาก ช่วยให้ผู้ใช้เลือกใช้งานร่วมกับซีพียูได้หลายระดับตามงบประมาณ
และที่สำคัญคือในช่วงที่การ์ดจอขาดตลาดและมีราคาแพงซีพียูของ AMD ที่สามารถมาจับคู่กับเมนบอร์ด BIOSTAR A520MH ได้อย่างลงตัวก็คือซีพียูในกลุ่ม Ryzen Pro 4000G Series ซึ่งเป็นซีพียูที่มาพร้อมกับกราฟิก Radeon ในตัวครับ เราสามารถทำซีพียู Ryzen Pro 4000G มาติดตั้งลงไปก็ใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องไปหาการ์ดจอมาเพิ่มเติม แค่ใส่แรมกับ SSD เข้าไป ก็พร้อมสำหรับการทำงานแล้ว
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.biostar.com.tw/app/en/mb/introduction.php?S_ID=989#overview




