DLSS4.5 Cover
|

เจาะลึก NVIDIA DLSS 4.5: นวัตกรรม AI ยุคใหม่เพื่อการแสดงผลกราฟิกที่เหนือชั้น ภาพสวยขึ้น เฟรมมากขึ้น รองรับทั้ง RTX 50 และรุ่นก่อนหน้า RTX 20/30/40

จากการเปิดตัวในงาน CES 2026 ทาง NVIDIA ได้ยกระดับเทคโนโลยีการเรนเดอร์ภาพด้วย AI ไปอีกขั้นด้วย NVIDIA DLSS 4.5 ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีการนำโมเดล AI แบบ Transformer เจเนอเรชันที่ 2 มาใช้งาน เพื่อมอบคุณภาพของภาพที่คมชัดสมจริงยิ่งขึ้น และประสิทธิภาพความลื่นไหลที่ตอบโจทย์หน้าจอที่มี Refresh Rate สูงในปัจจุบัน รายงานฉบับนี้จะสรุปสาระสำคัญทางเทคนิคและการใช้งานเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของเทคโนโลยีนี้อย่างครบถ้วน

DLSS 4.5 คืออะไร: ภาพรวมเทคโนโลยี

NVIDIA DLSS 4.5 (Deep Learning Super Sampling) คือเวอร์ชันล่าสุดของเทคโนโลยีการอัปสเกลภาพและสร้างเฟรมแทรกด้วยปัญญาประดิษฐ์ จุดเด่นสำคัญของการอัปเกรดครั้งนี้คือการเปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรม Transformer Model เจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งถูกนำมาใช้ในคุณสมบัติ Super Resolution หรือการอัปสเกลภาพ ซึ่งช่วยให้ AI เข้าใจองค์ประกอบของฉาก แสง และการเคลื่อนไหวได้ลึกซึ้งกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวฟีเจอร์ Multi Frame Generation รูปแบบใหม่ที่สามารถดันเฟรมเรตได้สูงขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับการเล่นเกมระดับ 240 FPS ขึ้นไป

ฟีเจอร์เด่นใน DLSS 4.5

ในเวอร์ชัน 4.5 นี้ มีฟีเจอร์หลัก 3 ประการที่ถูกเพิ่มเข้ามาและปรับปรุงใหม่:

(1) Super Resolution ด้วย Transformer Gen 2: เป็นการอัปสเกลภาพที่ช่วยให้คุณภาพของภาพที่เหนือกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องแสงสีที่ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอบวัตถุที่คมชัดขึ้น และลดอาการภาพซ้อน (Ghosting) ในวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว

(2) 6X Multi Frame Generation: สร้างเฟรมจำลองเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้การเล่นเกมที่กินสเปคสูง (เช่น เกมแบบ Path Tracing) บนความละเอียด 4K มีความลื่นไหลสูงสุด รองรับหน้าจอ 240Hz หรือ 360Hz ได้เต็มประสิทธิภาพ

(3) Dynamic Multi Frame Generation: เป็นการการสร้างเฟรมเพิ่มแบบไม่ได้ล็อกตัวคูณ แต่จะปรับให้โดยอัตโนมัติ เป็นการสร้างเฟรมจำลองแบบมีการบริหารจัดการทรัพยากรเครื่องอย่างชาญฉลาดเพื่อรักษาสมดุลระหว่างความลื่นไหลและการตอบสนอง

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงคุณภาพของ UI (User Interface) ในเกมให้ดีขึ้นด้วย เช่น แผนที่เล็กหรือตัวหนังสือในเกม ให้มีความคมชัด ไม่เบลอเหมือนรุ่นก่อนหน้า

เจาะลึกการทำงาน: เบื้องหลังความอัจฉริยะ

  • การทำงานของ Super Resolution (Linear Space):
    จุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคนิคคือการเปลี่ยนวิธีการประมวลผลแสง เดิมทีเทคโนโลยีเก่าจะทำงานในรูปแบบ Logarithmic space เพื่อลดอาการภาพกะพริบ ซึ่งมักทำให้แสงดูทึบและรายละเอียดในเงาหายไป แต่ใน DLSS 4.5 โมเดล AI จะทำงานใน Linear Space หรือค่าแสงจริงจากเกมเอนจินโดยตรง ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลแสงที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องบีบอัดข้อมูล (เปรียบเสมือนการที่เรามองเห็นแสงแดดด้วยตาเปล่าจริงๆ เทียบกับการมองผ่านแว่นกันแดดที่กรองแสงมาแล้ว ทำให้ AI รุ่นใหม่เห็นรายละเอียดในเงามืดและแสงจ้าได้แม่นยำกว่าเดิมมาก)
  • การทำงานของ 6X Multi Frame Generation:
    ระบบสามารถสร้าง “เฟรมจำลอง” ขึ้นมาเพิ่มถึง 5 เฟรม ต่อการเรนเดอร์ภาพจริง 1 เฟรม (รวมเป็น 6 เฟรม) ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกับ NVIDIA Reflex จะช่วยให้เฟรมเรตพุ่งสูงขึ้นโดยที่ยังคงการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • การทำงานของ Dynamic Multi Frame Generation:
    ระบบนี้เปรียบเสมือน “เกียร์ออโต้” (Automatic Transmission) ของ GPU โดยจะคอยตรวจสอบช่องว่างระหว่างประสิทธิภาพของ GPU กับ Refresh Rate ของหน้าจอแบบเรียลไทม์ หากฉากไหนกินสเปคหนัก ระบบจะ “เข้าเกียร์สูง” (Upshift) เพิ่มตัวคูณเฟรมเพื่ออุดช่องว่างให้ภาพลื่น แต่ถ้าฉากไหนเบาลง ก็จะลดตัวคูณลงเพื่อประหยัดทรัพยากร

DLSS 4.5 กับความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์ (RTX 50 vs RTX ทุกรุ่น)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการ์ดจอรุ่นไหนรองรับฟีเจอร์ใดบ้าง สามารถดูได้จากตารางสรุปด้านล่างนี้:

DLSS 4.5 ฟีเจอร์RTX 50RTX 20/30/40
DLSS 4.5 Super Resolutionรองรับรองรับ
Dynamic Multi Frame Generationรองรับไม่รองรับ
6x Multi Frame Generationรองรับไม่รองรับ
Ray Reconstructionรองรับรองรับ
Reflex Latency Reductionรองรับรองรับ
  • หมายเหตุ: คุณสมบัติ Super Resolution ที่ใช้ Transformer เจนฯ 2 ผู้ใช้ RTX 40 และ 50 จะได้เปรียบเรื่องประสิทธิภาพการประมวลผล AI เล็กน้อย เนื่องจาก Tensor Cores รุ่นใหม่รองรับ FP8 precision ทำให้ทำงานได้เร็วกว่า ในขณะที่ RTX 20/30 ต้องมีการแปลงข้อมูลก่อน
  • ข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์: คุณสมบัติ Multi Frame Generation ต้องใช้ระบบ Hardware Flip Metering แบบใหม่ที่มีเฉพาะในคอนโทรลเลอร์แสดงผลของ RTX 50 Series เพื่อควบคุมจังหวะการแสดงผลของเฟรมที่สร้างด้วย AI หลาย ๆ เฟรมติดต่อกันไม่ให้เกิดอาการภาพกระตุก ซึ่ง RTX รุ่นอื่นไม่มีจึงใช้คุณสมบัตินี้ไม่ได้

วิธีการเปิดใช้งาน DLSS 4.5

ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่นี้ได้ทันทีผ่าน NVIDIA app (เวอร์ชัน Beta) โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. ติดตั้ง NVIDIA app เวอร์ชันล่าสุด
  2. ไปที่แถบ Graphics
  3. เลือกฟีเจอร์ “DLSS Override feature”
  4. ในหัวข้อ Model Presets ให้เลือกเป็น “Latest”
nvidiia app dlss overrides dynamic multi frame generation
nvidiia app dlss overrides model presets

การตั้งค่านี้จะทำการอัปเดตโมเดล AI ของเกมที่รองรับให้เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดโดยอัตโนมัติ

ต้องใช้กับไดรเวอร์ GeForce Game Ready Driver 591.74 WHQL

รายชื่อเกมที่รองรับ

ปัจจุบันมีเกมและแอปพลิเคชันที่รองรับเทคโนโลยีนี้จำนวนมาก:

  • DLSS 4.5 Super Resolution: รองรับแล้วกว่า 400 เกม ทันทีผ่านการอัปเดตใน NVIDIA app
  • Multi Frame Generation (สำหรับ RTX 50): จะรองรับกว่า 250 เกม

ตัวอย่างเกมชื่อดังที่แสดงผลลัพธ์ได้ชัดเจน ได้แก่ Black Myth: Wukong, The Elder Scrolls IV: Oblivion Remastered, Indiana Jones and the Great Circle™, Kingdom Come Deliverance 2, The Outer Worlds 2, Marvel’s Spider-Man 2™, Dragon Age™: The Veilguard, และ Starfield

กำหนดการอัปเดต

  • 13 มกราคม 2026: ปล่อยตัวเต็ม (Full Release) ของ NVIDIA app
  • ราวเดือนมีนาคม 2026: ฟีเจอร์ 6X Multi Frame Generation และ Dynamic Multi Frame Generation จะเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการสำหรับผู้ใช้ GeForce RTX 50 Series

FAQ: ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ DLSS 4.5

Q: DLSS 4.5 ต่างจากเวอร์ชันก่อนหน้าอย่างไร และโมเดล Transformer Gen 2 คืออะไร?

A: จุดต่างสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมาใช้โมเดล AI แบบ Transformer รุ่นที่ 2 ซึ่งถูกเทรนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลมากกว่าตอน DLSS 4.0 ทำให้ AI “เข้าใจ” การเคลื่อนไหวของวัตถุได้ดีขึ้นมาก ส่งผลให้ภาพนิ่งขึ้น (Temporal Stability) ลดอาการสั่นไหวของเส้นขอบ และลดภาพซ้อน (Ghosting) ได้ดีกว่ารุ่นเดิมชัดเจน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Dynamic Multi Frame Generation ที่ช่วยปรับความลื่นไหลแบบอัตโนมัติตามสถานการณ์จริง

Q: Dynamic Multi Frame Generation ต่างจาก Frame Generation เดิมตรงไหน?

A: Frame Gen แบบเดิมจะสร้างเฟรมแทรกแบบตายตัว (เช่น คูณ 2 เท่าตลอดเวลา) แต่ Dynamic Multi Frame Generation จะทำงานแบบ “ยืดหยุ่น” เหมือนเกียร์รถยนต์ สามารถปรับการสร้างเฟรมได้ตั้งแต่ 3x ถึง 6x ตามความเหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความลื่นไหล (Smoothness) และความหน่วง (Latency) ให้ดีที่สุด

Q: ทำไม RTX 40 ถึงใช้ไม่ได้

A: เป็นเพราะ

  1. ข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์: Multi Frame Generation ต้องใช้ระบบ Hardware Flip Metering แบบใหม่ที่มีเฉพาะในคอนโทรลเลอร์แสดงผลของ RTX 50 Series เพื่อควบคุมจังหวะการแสดงผลของเฟรมที่สร้างด้วย AI หลายๆ เฟรมติดต่อกันไม่ให้เกิดอาการภาพกระตุก
  2. พลังประมวลผล AI: RTX 50 มี Tensor Core รุ่นที่ 5 ซึ่งแรงกว่าเดิมมาก การสร้างเฟรมเพิ่มถึง 5 เฟรม (6X Multiplier) จำเป็นต้องใช้พลังการคำนวณที่สูงเกินกว่าที่ชิป RTX 40 จะรับไหวโดยไม่ทำให้เกิด Latency (ความหน่วง) ที่สูงเกินไป

Q: ภาพนิ่งกว่าเดิมจริงไหม อาการเส้นสั่น (Shimmering) ลดลงหรือเปล่า?

A: เป้าหมายหลักของ DLSS 4.5 คือเรื่องนี้โดยตรงครับ จากการทดสอบพบว่ารายละเอียดเล็กๆ เช่น เส้นแนวทแยง รั้วตาข่าย หรือใบไม้ จะมีความนิ่งและเสถียรขึ้นมาก อาการสั่นระริกเวลาขยับกล้องลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

Q: ควรเปิด Dynamic FG (3x-6x) ตอนไหน และควรปิดตอนไหน?

A: เปิดหรือปิดด้วยเหตุผลดังนี้

  • ควรเปิด: ในเกม Single-player ที่เน้นภาพสวย, เกมที่กินสเปคหนักจนการ์ดจอขับเฟรมเรตไม่ไหว หรือเมื่อต้องการเล่นบนจอ 4K 120Hz/240Hz
  • ควรปิด: ในเกมที่มีการแข่งขันหรือ FPS E-sports เพราะแม้จะมี Reflex ช่วย แต่การสร้างเฟรมจำนวนมากย่อมแลกมาด้วย Latency ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการแข่งขันที่วัดผลกันระดับมิลลิวินาที

Q: ต้องตั้งค่า DLSS ยังไงให้เหมาะกับจอแต่ละความละเอียด?
A: แนวทางเบื้องต้นที่แนะนำคือ:

  • จอ 1080p: แนะนำโหมด Quality หรือปิด DLSS ไปเลยถ้าการ์ดจอแรงพอ
  • จอ 1440p: โหมด Balanced คือจุดที่สมดุลที่สุดระหว่างความคมชัดและความลื่น
  • จอ 4K: โหมด Quality สำหรับภาพสวย หรือ Performance หากต้องการเฟรมเรตสูงๆ ร่วมกับ Dynamic FG (สำหรับ RTX 50 Series)

Q: เกมเก่าที่มี DLSS อยู่แล้ว จะได้อัปเกรดเป็น DLSS 4.5 ไหม?

A: NVIDIA ระบุว่าเกมที่รองรับ DLSS อยู่แล้วสามารถอัปเกรดได้ค่อนข้างง่ายผ่าน SDK ตัวใหม่ ดังนั้นเกมฟอร์มยักษ์หรือเกมยอดนิยมมีโอกาสสูงที่จะได้รับการอัปเดตก่อน ส่วนเกมเก่ามากๆ อาจต้องรอลุ้นทางผู้พัฒนาหรือ Community ครับ

ข้อมูล : NVIDIA