HP DRAM CN

HP หันพึ่งผู้ผลิตหน่วยความจำจากจีน หลังวิกฤติขาดแคลน DRAM

ในช่วงต้นปี 2026 นี้ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เผชิญกับวิกฤติขาดแคลนหน่วยความจำ DRAM อย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเภทที่ใช้ในพีซี โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ส่งผลให้ HP หนึ่งในผู้ผลิตพีซีรายใหญ่ที่สุดของโลก ต้องหันไปพิจารณาใช้ผู้ผลิตจากจีนเป็นทางเลือกหลักเพื่อรักษาการผลิตและหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของกำลังการผลิต วิกฤตินี้คาดว่าจะยืดเยื้อไปจนถึงอย่างน้อยปลายปี 2027 หรืออาจถึง 2028 ก่อนที่โรงงานผลิตใหม่จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

HP หันไปหาผู้ผลิตจีน: CXMT เข้ามาเป็นทางออก

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2026 โดยผู้บริหารของ HP แจ้งต่อนักวิเคราะห์จาก Bank of America ว่าบริษัทกำลังอยู่ในขั้นตอนทดสอบและรับรองคุณภาพผู้ผลิตหน่วยความจำเพิ่มเติมจากจีน โดยเฉพาะ ChangXin Memory Technologies (CXMT) ซึ่งเป็นบริษัท DRAM รายใหญ่ที่สุดของจีนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

CXMT มีจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งเกาหลีใต้และอเมริกัน:

  • ยังไม่ได้ทุ่มผลิต HBM มากนัก ทำให้มีกำลังผลิตเหลือสำหรับ DRAM ทั่วไป โดยเฉพาะ DDR5 ที่มีชื่อเสียงในเรื่องความเสถียร
  • คาดว่ากำลังผลิต wafer จะเพิ่มขึ้นถึง 300,000 units ต่อเดือน ในปี 2026 (แม้จะยังน้อยกว่าผู้ผลิตหลัก แต่เพียงพอสำหรับช่วยบรรเทาในบางส่วน)
  • CXMT กำลังเตรียม IPO ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เพื่อระดมทุน 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีรุ่นใหม่

HP วางแผนนำ DRAM จาก CXMT มาใช้ในผลิตภัณฑ์บางรุ่น โดยจำกัดการส่งออกไปยังตลาด เอเชีย และ ยุโรป เป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านกฎระเบียบจากสหรัฐฯ ที่มอง CXMT เป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคง (บริษัทอยู่ในรายชื่อห้ามใช้โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตาม NDAA Section 5949) หากนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อาจเจอข้อจำกัดเพิ่มเติม

ผลกระทบและมุมมองในอนาคต

การหันไปพึ่งผู้ผลิตจีนของ HP ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าวิกฤติ DRAM ครั้งนี้กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง supply chain โลกอย่างถาวร ผู้ผลิตอื่น ๆ อย่าง Dell และ Lenovo อาจตามมาในไม่ช้า อย่างไรก็ตาม การพึ่งพา CXMT ยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้บริโภคในไทยและทั่วโลก ช่วงปี 2026 นี้คาดว่าราคาโน้ตบุ๊ก พีซีประกอบ และอุปกรณ์อัปเกรด RAM จะแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำให้รีบอัปเกรดก่อนที่ราคาจะพุ่งสูงกว่านี้ หรือพิจารณารอจนกว่าสถานการณ์ supply จะคลี่คลายในช่วงปลายปีหน้า

วิกฤติครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเติบโตของ AI ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะอุตสาหกรรม data center แต่กำลัง “กิน” ทรัพยากรจากตลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่างหนักหน่วง