“โอสถสภา” เจ้าของ M-150 องค์กร 135 ปี ปรับตัวสู่ยุค Data และ AI ด้วยโซลูชันจาก AWS
โอสถสภาเป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี และเป็นเจ้าของแบรนด์ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เช่น เครื่องดื่มชูกำลังอันดับหนึ่งอย่าง M-150 รวมถึงผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวทันยุคดิจิทัล องค์กรได้ตัดสินใจนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับองค์กร (Enterprise AI) และแมชชีนเลิร์นนิงบนโครงสร้างพื้นฐานของ AWS มาปรับใช้ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจของพนักงานกว่า 5,000 คนทั่วทั้งองค์กร
ความท้าทายและโซลูชันด้าน AI (AI Solutions)
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โอสถสภาได้พัฒนาและบูรณาการระบบ AI หลัก 2 ระบบเข้าสู่กระบวนการทำงาน ได้แก่:
1. OsotSphere: เปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงองค์ความรู้ภายในองค์กร
- OsotSphere เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Generative AI) ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Amazon Bedrock
- ระบบเชื่อมต่อกับข้อมูลนโยบายองค์กรและสิทธิ์การอนุมัติ (Statement of Authority: SoA)
- พนักงานสามารถใช้ภาษาไทยที่เป็นธรรมชาติในการสอบถามข้อมูลที่ซับซ้อนเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานหรือกรอบการอนุมัติ
- จุดเด่นคือระบบสามารถให้เหตุผลเชิงตรรกะในภาษาไทยได้อย่างแม่นยำ พร้อมระบุแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้
- ปัจจุบันมีการใช้งานสูงถึงประมาณ 1,450 รายการต่อเดือน ช่วยลดภาระการทำรายงานด้วยมือ ลดการตอบคำถามซ้ำซาก และลดระยะเวลาที่ต้องใช้ในการประสานงานระหว่างแผนก
2. Marketing Mix Modeling (MMM): ขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดด้วยข้อมูล
- แพลตฟอร์มวิเคราะห์การตลาดนี้ทำงานบน Amazon SageMaker, Amazon S3 และ Amazon Redshift
- ระบบสามารถรวบรวมและประมวลผลตัวแปรทางธุรกิจมากกว่า 700 ตัวแปร ครอบคลุมตั้งแต่ยอดขาย การกระจายสินค้า โปรโมชั่น การใช้สื่อ ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและการแข่งขันในตลาด
- ด้วยโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงที่มีความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ (Explainability) ทีมการตลาดจึงสามารถเข้าใจปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างชัดเจน
- ข้อมูลเชิงลึกจาก AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณสื่อและกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย รวมถึงค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งในประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและการพัฒนาบุคลากร
การนำ AI มาใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้พึ่งพาเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องอาศัยการปรับตัวของบุคลากรในทุกสายงาน:
- การค้นหาโอกาสร่วมกัน: ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มธุรกิจ 9 หน่วยงานได้ร่วมกันจัดเวิร์กช็อปข้ามสายงาน จนสามารถระบุโครงการที่มีศักยภาพสูงได้ถึง 59 โครงการ
- การนำไปใช้งานจริง: ปัจจุบันมีโครงการที่เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมแล้วหลายส่วน เช่น แชตบอทสำหรับสื่อสารกับลูกค้า ระบบ OCR สำหรับประมวลผลเอกสารอัตโนมัติ และการใช้แมชชีนเลิร์นนิงช่วยแนะนำคำสั่งซื้อและคัดเลือกคู่ค้าในกระบวนการจัดซื้อ
- การอัปสกิลพนักงาน: โอสถสภาตั้งเป้าให้พนักงานสามารถสร้างและต่อยอดโซลูชัน AI ได้ด้วยตนเอง ผ่านโครงการ “AI Skills Program 2.0” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การเขียน Prompt การใช้ Generative AI ไปจนถึงการใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบและหลักการกำกับดูแลที่เหมาะสม
วิสัยทัศน์ในอนาคต
ผู้บริหารระดับสูงด้าน Digital Technology ของโอสถสภาระบุว่า การลงทุนในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทดลอง แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีการตัดสินใจของพนักงานทุกคนในทุก ๆ วัน วิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กรคือการสร้าง “AI Agent ส่วนตัว” สำหรับผู้บริหารแต่ละคน เพื่อให้สามารถดึงข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องและทันท่วงทีมาใช้ประกอบการตัดสินใจตามบทบาทหน้าที่
กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถยกระดับเทคโนโลยีจากการเป็นเพียงโครงการนำร่องในบางทีมงาน สู่การเป็นมาตรฐานการทำงานหลักของบุคลากรทั้ง 5,000 คนได้อย่างเต็มรูปแบบ
