NetApp Cover

อนาคตดิจิทัลของไทย: NetApp ชี้ชัด “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” คือขุมพลังขับเคลื่อนสู่ AI และความยั่งยืนทางธุรกิจ

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งเครื่องสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้งาน คลาวด์ (Cloud) ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ จากการคาดการณ์ที่ระบุว่าตลาด AI ในไทยจะเติบโตเฉลี่ยปีละสูงถึง 32.33% และมีมูลค่าแตะ $7.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2031 (อ้างอิงจากข้อมูลของ NetApp) ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าอนาคตของประเทศผูกติดอยู่กับการบริหารจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแส Generative AI จะเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง และภาคธุรกิจเริ่มตระหนักถึงศักยภาพในการสร้างนวัตกรรม แต่บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ว่า “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ (Intelligent Data Infrastructure)” ต่างหากที่เป็นรากฐานสำคัญในการปลดล็อกพลังของ AI และการทรานส์ฟอร์มดิจิทัลที่ยั่งยืน

ทำไม “ข้อมูล” จึงสำคัญกว่า “AI Model”

อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการ NetApp ประจำประเทศไทย ได้เน้นย้ำประเด็นที่น่าสนใจว่า “ผู้นำตลาดที่แท้จริงในอนาคตจะไม่ใช่แค่ผู้ที่สามารถสะสมข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่คือผู้ที่สามารถเก็บสะสม ใช้ ปกป้อง และเคลื่อนย้ายข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด”

NetApp Unnop
อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการเน็ตแอพ ประจำประเทศไทย

ในทางเทคนิค Data-Centric AI ได้กลายเป็นแนวคิดหลักแทนที่ Model-Centric AI การล้มเหลวของโครงการ AI ส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากตัวโมเดลเอง (เช่น LLMs หรือ Generative Models) แต่มาจากปัญหาพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Fundamentals) ได้แก่:

  1. การเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เป็นระบบ (Siloed Data): ข้อมูลกระจัดกระจายอยู่ตามระบบ On-Premise, Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ทำให้ AI ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนและการทำงานจริงได้อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
  2. คุณภาพข้อมูลที่ต่ำ (Poor Data Quality): การขาดการกำกับดูแล (Data Governance) ทำให้ข้อมูลไม่สะอาด ไม่ถูกต้อง หรือไม่ได้รับการปรับแต่ง (Vectorization) ให้พร้อมใช้งานกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ จึงเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มรวมศูนย์ (Unified Data Platform) ที่มีการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation) ในการจัดเตรียม, จัดการ, และปกป้องข้อมูล ทำให้ข้อมูลพร้อมใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเทรน AI หรือการขับเคลื่อน Agentic AI ซึ่งเป็นคลื่นลูกใหม่ของ AI ที่สามารถตัดสินใจและลงมือทำได้ด้วยตนเอง

คาดการณ์ 3 แนวโน้มหลักในปี 2026: รากฐานดิจิทัลใหม่ของประเทศไทย

NetApp ได้นำเสนอการคาดการณ์ที่สำคัญ 3 ด้าน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย:

1. การเปลี่ยนผ่านของปัญญาประดิษฐ์ (AI Transformation)

  • จาก Proof of Concept สู่ Production Scale: ความสำเร็จของ AI จะขึ้นอยู่กับ “ข้อมูลที่รวมศูนย์ บริหารจัดการได้ และเข้าถึงได้อย่างเป็นระบบ” มากกว่าขนาดของโมเดล การมีระบบอัตโนมัติในการจัดสรรและจัดเตรียมข้อมูล (เช่น NetApp AI Data Engine) จะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการปรับขยายการใช้งาน AI ทั่วทั้งองค์กร
  • Agentic AI จะสร้างผลลัพธ์จริง: AI จะไม่หยุดแค่การสร้างคอนเทนต์ แต่จะกลายเป็นระบบตัวแทน (Agent) ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลองค์กรที่มีการกำกับดูแลอย่างรัดกุมผ่านสภาพแวดล้อม Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ทำให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

2. การบริหารจัดการคลาวด์อย่างชาญฉลาด (Intelligent Cloud Management)

  • กลยุทธ์คลาวด์ตามเวิร์กโหลด: องค์กรจะก้าวพ้นจากการ “ย้ายขึ้นคลาวด์” ไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าเวิร์กโหลดใดควรอยู่บนระบบใด (On-Premise, Hyperscaler Cloud, Sovereign Cloud) เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการตัดสินใจนี้
  • อธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty) กำหนดโครงสร้างใหม่: เนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ (Sovereign Cloud) โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะจึงจำเป็นต้องมีฟังก์ชันการจัดการกระบวนการด้านกฎหมายและความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ (เช่น การเข้ารหัส, การจัดการนโยบาย) เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้โดยไม่ขัดขวางการสร้างสรรค์นวัตกรรม

3. ความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) และความน่าเชื่อถือของข้อมูล (Data Integrity)

  • ความเร็วในการตรวจจับและกู้คืน (Detection & Recovery Speed) คือมาตรฐานใหม่: ภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น (เช่น Ransomware, Data Exfiltration) ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการตรวจจับการละเมิดระบบและ กู้คืนข้อมูลที่ “ปลอดภัย” ได้แทบจะทันที (Near-Instant Recovery) โครงสร้างข้อมูลพื้นฐานอัจฉริยะจะใช้เทคโนโลยีตรวจจับความผิดปกติและมาตรฐานการเข้ารหัสขั้นสูงเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง
  • การกำกับดูแลและความถูกต้องของข้อมูล (Data Governance & Integrity): เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จาก AI ที่เชื่อถือได้ องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมการเข้าถึง ความปลอดภัย และการติดตามเส้นทางของข้อมูล (Data Lineage) ตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Trusted AI

บทสรุปและแนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรไทย

ในยุคที่การแข่งขันทางดิจิทัลดุเดือด การนำข้อมูลไปใช้อย่างชาญฉลาด คือหัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำ องค์กรไทยที่ต้องการเติบโตในยุค AI-Driven Economy ต้องเลิกมอง AI, Cloud, และ Cybersecurity เป็นงานแยกส่วน แต่ต้องผสานรวมให้เป็นพลังงานเดียว โดยมี “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” เป็นแกนกลาง

การลงทุนในแพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์อย่าง NetApp ONTAP ที่เสริมด้วย AI Data Engine จะช่วยให้องค์กร:

  1. ลดความซับซ้อน (Simplify): จัดการข้อมูลในทุกสภาพแวดล้อม (Hybrid/Multi-Cloud) ได้อย่างง่ายดาย
  2. สร้างความน่าเชื่อถือ (Trust): ปฏิบัติตามกฎหมาย Data Sovereignty และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ในระดับสูงสุด
  3. เร่งสร้างนวัตกรรม (Accelerate Innovation): จัดเตรียมข้อมูลที่พร้อมสำหรับ AI และ Generative AI ได้อย่างรวดเร็ว

NetApp ในฐานะบริษัทโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ ได้ตอกย้ำว่ากุญแจสำคัญสู่การเป็นมหาอำนาจดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่หวือหวาที่สุด แต่คือการมีรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ชาญฉลาด และยืดหยุ่นที่สุด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.netapp.com

ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์จาก NetApp (บทความโดย อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการเน็ตแอพ ประจำประเทศไทย)